← 🍃ธรรมมรรคา
19816 ส.ค. 66อ่าน ~13 นาที

ช่วงปฏิบัติอานาปานสติ เกิดเวทนารุนแรง สังเกตุลมหายใจไม่ได้

❓ ปุจฉา (คำถาม)
▪️ในช่วงปฏิบัติอานาปานสติ มีเวทนา หนักและหยาบรุนแรงบนร่างกาย จนจิตไม่สามารถจดจ่อกับลมหายได้เพราะถูกเวทนาเข้าครอบงำ จิตคอยไปอยู่กับเวทนา เป็นการต่อสู้ที่ยากลำบากมากในการพยายามดึงจิตมาจดจ่อที่ลมหายใจ และทั้งยังหาลมหายใจไม่เจอด้วย ควรแก้ปัญหานี้ อย่างไรคะ?
💡 วิสัชนา (คำตอบ)

A1: 🍀เวทนาประเภทต่างๆ ย่อมเกิดแต่เหตุ

แต่เราย่อมไม่อาจทราบได้ถึงสาเหตุทั้งหมดของแต่ละเวทนาที่เกิดขึ้น

บางเวทนาเราก็สามารถทราบถึงสาเหตุหลักหรือทราบสาเหตุบางอย่างของมันได้ (เช่น คันจากถูกยุงกัด เจ็บถูกมีดบาด แสบจากแผลหกล้ม ปวดร้าวจากอุบัติเหตุ ตัวร้อนจากป่วยไข้ เป็นต้น)

กรณีเช่นนี้ ที่เราทราบถึงสาเหตุหลักๆของมัน เราก็อาจไปบรรเทาเวทนานั้น ที่ต้นเหตุของมันได้

แต่เวทนาส่วนใหญ่ที่ปรากฏกับร่างกายตลอดเวลานั้น เราไม่สามารถทราบสาเหตุแท้จริงทั้งหมดของมันได้

เพราะทุกๆเวทนา มันมีเหตุปัจจัยต่างๆมากมายที่เราไม่อาจรู้ที่มาที่ไปอย่างชัดเจน (เช่น ความเจ็บปวดบางอย่าง อาการสั่น อาการขนลุก อาการกระตุก อาการเบาโล่ง อาการร้อนวูบวาบ อาการ อื่นๆที่อาจอธิบายไม่ได้ทั้งหลายบนร่างกาย เป็นต้น)

เมื่อเราไม่อาจไปรู้สาเหตุที่ชัดเจนของทุกๆเวทนาบนกายเรา เราย่อมไม่อาจไปแก้ไขที่ตัวต้นเหตุของมันได้

มันอาจจะเกิดจากเหตุอะไรก็ได้ทั้งนั้นและก็อาจเกิดจากหลายๆสาเหตุก็ได้ทั้งนั้น

เมื่อเราแก้ไขที่ต้นเหตุของมันไม่ได้ (เพราะไม่รู้ต้นเหตุ) เราย่อมไม่อาจไปแก้เวทนานั้นให้หายไปได้

พระบรมมาศาสดาจึงสอนให้เราแก้ที่ “จิตใจ” ของเรา ขณะเมื่อเกิดเวทนาต่างๆขึ้น

สมมุติว่าเป็นความเจ็บปวดทางร่างกายบริเวณใดบริเวณหนึ่ง…

ท่านให้เราฝึกที่ “ใจ”

ฝึกไม่ให้ใจทุรนทุราย ไม่ให้ใจเร่าร้อน ไม่ไปดิ้นรน ไปต่อสู้กับมัน ไม่ไปพยายามแก้ไขมัน ไม่ไปอยากให้มันหายไป ไม่แม้แต่จะไปใส่ใจสนใจกับมัน

แต่ให้เฝ้ารู้มันอย่างที่มันเป็น

ตามรู้จนมันแปรเปลี่ยนไปเองตามสภาพความเป็นจริง แปรเปลี่ยนไปตามธรรมชาติ แปรเปลี่ยนหมดสิ้นไปเมื่อมันหมดวาระของมันไปเอง

เพราะในที่สุดแล้ว เวทนานั้นย่อมคงสภาพต่อไปไม่ได้ มันจะต้องแปรเปลี่ยนสภาพไปในที่สุด

วิธีจัดการกับมันก็คือ จัดการที่ใจ ด้วยการยอมรับเวทนาบนกายนั้นๆ ตามที่มันเป็น โดยไม่ให้ใจไปร่วม “เจ็บ” ด้วย

เมื่อกายเจ็บแต่ใจไม่เจ็บ ความทุกข์จะไม่เกิดขึ้น เพราะความทุกข์เกิดที่ใจ

เมื่อใจไม่ทุกข์ได้ ใจไม่ดิ้นรนได้ ไม่ทุรนทุรายได้ อาการทางกายเหล่านั้น ก็จะไม่รู้สึกรุนแรงเท่าไหร่อีกต่อไป

แต่ทว่า เมื่อใดก็ตาม ที่ใจเข้าไปร่วม “เจ็บ”

ใจไปกังวลไปกลัวว่ามันจะเป็นโน่นนี่

ใจไปโกรธด้วยต้องการให้มันหาย

ไปพยายามดิ้นรนแก้ไขมัน

ไปเร่าร้อน ทุรนทุรายกับมัน

ไปให้ความสำคัญกับอาการนั้น…

อาการเจ็บปวดทางกายของเดิม จะยิ่งขยายตัว ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น เป็นเท่าทวีคูณ เพราะบัดนี้ “ใจ” ได้เข้าไปร่วมปรุงแต่งความเจ็บของกายให้เกิดความทุกข์มากขึ้น ความทรมานก็จะยิ่งมากขึ้น

ความเจ็บ ณ ตอนนี้ เลยหนักหนาสาหัส ขึ้นเป็นลำดับ เพราะกลายเป็นความเจ็บปวดของกาย บวก ความทรมาณจากความทุกข์ทางใจ

ใจที่ไปปรุงแต่งต่อความรู้สึกนั้น ทำให้ ความรู้สึกทางกายนั้นหนักขึ้น

เมื่อใดที่ “ใจเป็นทุกข์” ร่วมไปด้วย…

ความเจ็บปวดเดิมที่เกิดทางกาย ก็จะไม่ใช่แค่เรื่องของร่างกายอย่างเดียวอีกต่อไป แต่หากเป็นการขยายความสาหัสสากรรจ์ให้หนักขึ้น เพราะการ “ปวดใจ”

การขยายนั้น จะขยายทั้งในด้านการเพิ่มพูนความเจ็บปวด

และขยายทั้งระยะเวลาของความเจ็บปวดให้ยาวนานขึ้น

เมื่อใจดิ้นรนซัดส่ายไปกับเวทนาทางกาย ใจทรมานเพราะวางไม่ได้

ใจเสียสมดุลย์ไป

รักษาความเป็นกลางของใจไม่ได้…

ผลคือ ความทรมานอย่างอื่นๆทางกายก็จะทยอยหลั่งใหลเข้ามาเพิ่มพูนขึ้น

เมื่อกายทรมานขึ้น ใจก็จะหวั่นไหวมากขึ้นไปอีก

ใจขณะนี้ย่อมไม่สามารถดำรงสมาธิต่อไปได้กับลมหายใจ จิตทำงานต่อไม่ได้ เพราะจิตมัวมุ่งไปที่ความเจ็บปวดเสียแล้ว

ใจเช่นนี้จะยิ่งหยาบขึ้น หนักขึ้น กระด้างขึ้น จึงยิ่งไม่สามารถจับลมหายใจได้ หรือปฏิบัติต่อได้

กุศลจิตก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้

ขบวนการแห่งความทุกข์ก็เกิดขึ้นต่อเนื่องกันไปเป็นลูกโซ่

กายที่เจ็บจะไปขยายใจให้เจ็บเพิ่ม

ใจที่เจ็บทรมานก็จะไปขยายความเจ็บปวดทางกายเพิ่มขึ้น

กายขยายทุกข์ของใจ ทุกข์ของใจก็ไปขยายทุกข์ทางกาย ต่างขยายทุกข์ซึ่งกันและกันต่อยอดกันไปเช่นนี้เป็นลูกโซ่

ซ้ำยังไปยืดเวลาของความทุกข์ทรมานให้ยาวนานขึ้นไปเรื่อยๆ

ชั่วโมงถัดไปก็จะเจ็บปวดต่อไปอีก ชั่วโมงถัดไปถัดไปอีก ก็เจ็บปวดต่อไปอีก ต่อไปอีก

เป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ เพราะรักษาใจไม่ได้นั่นเอง

และจิตใจที่เป็นทุกข์เช่นนี้ ย่อมไม่ใช่กุศลจิต

แม้กำลังปฎิบัติธรรมอยู่ แต่บุญไม่เกิดกุศลไม่เกิด บารมีไม่เกิด

เกิดแต่สังขารแห่งความไม่พอใจขึ้นอย่างต่อเนื่องกันไป เกิดจากการวางใจไม่เป็น

ทางแก้คือ “การฝึกที่ใจ”

กล่าวคือ ฝึกให้ยอมรับเวทนาบนร่างกายนั้น ว่าเป็นเรื่องของร่างกายเท่านั้น

โดยแยกใจออกมาให้เป็นเพียง “ผู้รู้” เวทนา แต่ไม่ใช่ “ผู้เจ็บ” ตามเวทนานั้น

ไม่ “ดิ้นรน” แต่ “ยอมรับ” มัน

นี่คือวิธีการปฏิบัติค่ะ ปฏิบัติที่ใจ

ต่อเมื่อ…ถ้ารู้สึกว่าจิตใจไม่เข้มแข็งพอ คือ ใจในขณะนั้นไม่สามารถสงบลงได้ ใจไม่สามารถ ”ยอมรับ” ความจริงที่กำลังเป็นไปนี้ได้แล้ว…ก็อาจขยับร่างกายให้คลายลงได้

โดยขยับกายอย่างมีสติ รู้ตัว ด้วยใจสงบ ด้วยใจที่สมดุลย์ จิตคอยตามรู้การขยับของกายนั้นไปตลอดสาย

เราปฏิบัติธรรม เพื่อฝึกจิตใจไม่ให้อกุศลใดๆเกิดขึ้น ไม่ได้ฝึกให้นั่งทนทรมานจนใจเสียหาย

เรามาฝึกใจ โดยอาศัยปรากฏการณ์ทั้งหมดที่พบ เป็นเครื่องมือในการฝึกดุลยภาพของใจ

ดังนั้น ถ้าในขณะที่กำลังฝึกใจอยู่นั้น ร่างกายเกิดมีเวทนารุนแรง แต่ใจยังไม่เข้มแข็งพอ

ผู้ปฏิบัติก็ต้องชาญฉลาดในการปฏิบัติ รู้ชัดว่า ขณะนี้เราควรจัดการอย่างไรเพื่อรักษาจิตใจของเราให้มีสมดุลย์ ไม่เกิดบาป

แต่หากว่าเวทนาทางกาย เป็นสิ่งที่ใจยังวางเฉยอยู่ได้ ไม่ไปพัวพันใส่ใจกับมันได้ ใจยังมีลักษณะเป็นกลางมีสมดุลย์อยู่ได้ ใจมีกำลังเข้มแข็งด้วยกุศลจิตได้ ใจยังเบาอยู่ได้ท่ามกลางความเจ็บปวดทางร่างกาย ก็ให้ดูมันไปเรื่อยๆ ปฏิบัติต่อไปเรื่อยๆโดยไม่ไปสนใจเวทนาที่เจ็บปวดบนร่างกาย

เฉพาะ เมื่อรู้สึกว่าความทรมานนั้น เกินกว่ากำลังของใจที่จะรักษาดุลยภาพต่อไปได้ ใจเสียสมดุลย์มาก ใจเกิดความทุกข์ เกิดความไม่พอใจขึ้นอย่างรุนแรงขึ้นทุกที ก็ขอให้ปรับสภาพร่างกายให้ผ่อนคลายลงก่อน เพื่อที่จะให้สามารถปฏิบัติต่อไปได้ด้วยใจที่ผ่อนคลายลง เบาลง


Q2: ▪️รบกวนสอบถามเพิ่มเติมค่ะ

ชั่วโมงอานาปานสติ เราก็ต้องดูลมหายใจ ไม่ดูเวทนาเลยใช่ไหมคะ

A2: 🍀ดูลมหายใจค่ะ ดูลมตรงบริเวณที่ลมกระทบพื้นที่เล็กๆใต้ช่องจมูกเหนือริมฝีปาก เฝ้าดูที่นี่ให้จิตมั่นคงแน่วแน่ตรงที่เดียวแห่งนี้อย่างต่อเนื่องไป

ถ้าบริเวณตรงนี้ มีความรู้สึก หรือเรารู้สึกถึงบริเวณนี้ไปด้วย ก็ให้รับรู้ไปตามธรรมชาติ โดยไม่ไปใส่ใจมันเป็นพิเศษ ไม่ต้องยกความรู้สึกเหล่านั้นขึ้นมาพิจารณา ให้จิตแค่เฝ้าตามรู้อยู่กับลมหายใจเป็นหลัก

ถ้า ส่วนอื่นๆของร่างกายมีความรู้สึกขึ้น จิตก็อาจส่งออกไปรับรู้ความรู้สึกที่อื่นนั้นโดยอัตโนมัติ (ถ้าความรู้สึกนั้นชัดหรือแรง และสมาธิยังไม่มั่นคงแนบแน่นอยู่กับลมหายใจเพียงพอ)

กรณีเช่นนี้ก็ไม่เป็นไร เมื่อรู้ถึงความรู้สึกนั้นแล้ว ก็ดึงจิตกลับมาที่ลมหายใจต่อ เพื่อฝึกให้จิตตั้งมั่นอยู่ นิ่งอยู่ สงบอยู่ ที่ลมหายใจตรงบริเวณนี้เท่านั้น

ความต่อเนื่องของจิต ที่มั่นคง แนบแน่น อยู่กับลมหายใจ เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องฝึกให้มากๆ เพราะสมาธิมีความสำคัญมากต่อการพัฒนาปัญญา

อย่าส่งจิตออกนอกจากงานนี้

การระวังไม่ให้จิตออกนอกฐาน (ฐานคือ ลมหายใจ ณ จุดกระทบ) นี้ คือ ‘อาตาปี’ ค่ะ อาตาปี คือการบำเพ็ญตบะ ในการฝึกจิตให้ไม่ออกจากตัวของเรา

และก็คือวิริยะ ในอินทรีย์ 5 พละ 5

และก็คือความเพียรในสัมมัปธาน 4

เพียรรักษาจิตไว้

การหลับตานั่งปฏิบัติ แม้จะนั่งมาก แม้จะนั่งนาน แต่ถ้าขณะนั่งปฏิบัติอยู่ จิตออกจากฐาน จิตส่งออกนอกฐาน ก็หลุดแล้วค่ะ หลุดจากการปฏิบัติ หลุดจากการบำเพ็ญภาวนา (หรือบำเพ็ญตบะ) ไปแล้ว