← 🍃ธรรมมรรคา
18831 ม.ค. 66อ่าน ~8 นาที

เมื่อเราเห็นหรือสัมผัสกับเรื่องราวแล้วดีใจ ปลื้มใจ ทุกข์ใจ หรือเกิดอารมณ์ต่างๆ ควรวางจิตอย่างไร

❓ ปุจฉา (คำถาม)
ขอรบกวนสอบถามนิดนึงค่ะ ว่าการที่เราเห็น หรือ สัมผัสกับเรื่องราวแล้ว เราดีใจ ปลื้มใจ เห็นใจ อารมณ์ต่างๆ

ถือว่าเข้าไปคลุกกับอารมณ์หรือเปล่าค่ะ

ขอบพระคุณค่ะอาจารย์▫️
💡 วิสัชนา (คำตอบ)

A: กล่าวโดยหลักก่อนนะคะ

หลักคือ ต้องดูว่าความดีใจ ปลื้มใจ เห็นใจ เหล่านั้น เกิดกับอารมณ์อะไรที่มากระทบ

♦️♦️ถ้าเรามีความยินดีต่ออารมณ์ที่เป็น ‘วัตถุกาม’ หมายถึงการได้เสพ รูป รส กลิ่นเสียง สัมผัส ที่น่าอภิรมย์ แล้วเราชอบใจ ติดใจ แบบนี้ถือว่าจิตเกิดอกุศลอันเกิดจากราคะกิเลส เราไม่ควรไปคลุกเคล้ากับความรู้สึกนั้น ไม่ควรปล่อยให้ใจยินดีต่อสิ่งเหล่านั้นให้ขาดสติ

ควรมีสติตามรู้ทันจิต รู้ทันว่าจิตตนว่ากำลังมีราคะ แล้ววางความใส่ใจในวัตถุกามนั้นลงเสีย เพื่อให้จิตสงบระงับเป็นอุเบกขาไป

♦️♦️ถ้าเรามีความยินดี จิตเกิดปิติโสมนัสต่ออารมณ์ที่เป็นกุศล เช่น กุศลที่เราทำ กุศลที่ผู้อื่นทำ บุญบารมีที่ผู้อื่นสำเร็จแล้ว ความเป็นอนุตตระของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ฯลฯ เหล่านี้เป็นความรู้สึกยินดีที่เป็นกุศลค่ะ จิตเกิดโสมนัสเพราะบุญเกิดในจิต

เวลาเช่นนี้จิตเป็นบุญอย่างยิ่ง สามารถอยู่กับความปีติตื้นตันใจอันเกิดจากบุญนั้นได้ค่ะ

นี่คือหลักๆนะคะ

▫️▫️ที่นี้ ขอให้ดูให้ลึกลงไปอีกชั้น ▫️▫️

🌿🌿ถ้ามีอารมณ์ดีๆจากการได้เสพวัตถุกามที่ดีๆ เช่น เห็นภาพที่สวยงามเจริญตา ได้ยินเสียงไพเราะเสนาะโสต ได้กลิ่นหอมละมุน ได้ลิ้มรสอาหารอันโอชา ได้สัมผัสที่สบายกาย เราต้องเข้าใจด้วยว่าทำไมเราจึงได้รับสิ่งเหล่านี้

สิ่งเหล่านี้คือวิบากกรรมดีที่เกิดเพราะเราได้เคยทำสิ่งดีๆไว้ให้ผู้อื่น กุศลกรรมเหล่านั้นจึงส่งผลให้เราได้รับสิ่งที่ดีๆ เหล่านี้ในปัจจุบัน

ในกรณีแบบนี้ต้องระวัง อย่าให้จิตปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านี้อย่างสุดโต่ง ด้วยการปฏิเสธเพราะขาดความเข้าใจ

นักปฏิบัติหลายคนเข้าใจผิด คิดไปว่าเราคือนักปฎิบัติธรรม จึงห้ามตัวเองไม่ไปใช้สอยมัน ต้องไม่ชื่นชมภาพที่สวยงาม ต้องไม่ชมเชยเสียงที่ไพเราะต้องไม่รู้รสอาหารว่าอร่อย เป็นต้น

เพราะหลงคิดไปว่าเราในฐานะนักปฏิบัติต้องเฉยกับมันทั้งหมด ไม่ไปเสพมัน จนถึงขั้นปฏิเสธผลักใสมัน โดยเข้าใจเอาเองว่า เรากำลังมีอุเบกขาอยู่ เรากำลังเป็นนักปฎิบัติธรรมผู้ยิ่งยงที่สามารถปล่อยวางทุกอย่างได้อยู่ ฯลฯ

นี่กลับไม่ใช่กุศลค่ะ ตรงข้าม นี่เป็นอนุสัยกิเลสอันเกิดจาก ตัวมานะ ตัวทิฏฐิ ที่เรียกว่ามานานุสัย ทิฏฐานุสัย

กล่าวคือ เรากำลังถือตัวว่าเราทำความดี(มานะ) เรากำลังหลงผิดไปว่าเราเป็นคนดี (ทิฏฐิ)

เราถือตัวว่าเรามีธรรมะกว่าใครถ้าเรานิ่งเฉยต่ออารมณ์ที่ดีเหล่านั้น

เราหลงคิดว่าสูงส่งกว่าใครที่ยิ้มแย้มต่อสิ่งที่ดีๆ

เราไปคิดว่าความนิ่งเป็นความน่าเลื่ิอมใสศรัทธา เป็นความถูกต้องถูกควร

แท้จริงแล้ว นี่เป็นความยึดมั่นในตัวตนของเรา และเป็นยึดมั่นในความคิดเห็นของเรา คิดว่าเรานั้นดีเลิศประเสริฐศรีเพราะเราวางตัวดี

การวางจิตที่ถูกต้องนั้น จิตเราต้องผ่องใสเบิกบานเสมอด้วยกุศลขณะเสพสิ่งดีๆเหล่านั้น โดยไม่ยึดมั่นว่าสิ่งดีๆนั้นเป็นของเรา ไม่ยึดมั่นว่าสิ่งที่ดีนั้นจะต้องมีให้เราได้เสพตลอดไป เพราะรู้ว่ามันมาเพราะความดีแต่เก่าก่อนส่งผลให้เราได้เสพ เพราะรู้ว่ามันเป็นอนิจจัง

เราจึงเสพความสุขนั้นได้ แต่เสพด้วย “ปัญญา” รู้ว่ามันเป็นอนิจจัง มันสุขได้มีได้ เดี๋ยวมันก็หมดได้

ดังนั้น เมื่อเราได้รับสิ่งดีๆในชีวิต ธรรมะไม่ได้ให้ปฏิเสธผลจากบุญเก่าเรานะคะ ให้เสพสุขได้ แต่เสพด้วยปัญญา ปัญญาสองระดับ

▪️ระดับแรก ปัญญาที่เรียกว่า กัมมสกตาปัญญา รู้ว่าเราทำดีมา เราจึงได้ดีอันนี้

▪️ระดับสอง ปัญญาที่เรียกว่า วิปัสสนาปัญญา รู้ว่าสิ่งดีๆนี้มันไม่เที่ยง เราจึงไม่ยึดมัน เมื่อเสพมันแล้วก็รู้ว่ามันก็จะต้องหมดไป

กุศลจึงเกิดในขณะเสพสุขจากกามวัตถุได้ เป็นกุศลที่เกิดเพราะ “ปัญญา”

🌿🌿ในทางตรงข้าม กรณีที่เราประสบกุศลกรรมคือสิ่งดีๆ ที่ไม่ใช่วัตถุกามหรือความสุขแบบโลกๆ แต่เป็นความดีงามเนื่องเพราะกุศลชนิดต่างๆ

เช่น กุศลที่เราทำเอง กุศลที่คนอื่นทำ หรือการได้เห็นพระสุปฏิปันโน ได้เห็นพระเจดีย์ ฯลฯ อันก่อให้เกิดความเลื่อมใสศรัทธา จนจิตเกิดโสมนัสได้

ถ้าเราไปยึดสิ่งเหล่านั้น ว่านี่ คือความดีที่เราทำ แล้วเป็นปลื้มกับตัวเองชื่นชมความดีของตัวเองด้วยกิเลส จิตขณะนั้นกำลังมานะ (ยกตน) แล้ว กุศลเราตกลงแล้ว

หรือ เมื่อเห็นความดีของคนอื่น เราอนุโมทนาไม่ถึงจิต แถมเริ่มยกความดีคล้ายๆกันของตนเองขึ้นมาคุยโวอย่างภาคภูมิบ้าง จิตเราจะกลายเป็นสารัมภะ (ความแข่งดี แก่งแย่งชิงดี), เป็นอิสสา (ทนไม่ได้เมื่อเห็นคนอื่นได้ดีกว่า), เป็นสาเถยยะ (ความโอ้อวด) ฯลฯ เอาได้

หรือ เมื่อเห็นพระเถระสุปฏิปันโน ที่ทุกคนเคารพเลื่อมใส เรากลับไปปลื้มว่านี่พระของเรา นี่ท่านให้ความใกล้ชิดเราเป็นพิเศษ จิตไปเผลอหวงแหนครูบาอาจารย์ นี่เป็นมัจฉริยะ (ความตระหนี่หวงแหน)

ฯลฯ เป็นต้น

ดังนั้น แม้เมื่อเรากำลังประกอบกรรมดีงามอันควรเป็นกุศลกรรมต่างๆ เราพึงต้องระวังจิตให้เป็นกุศลตลอดสายด้วย ระวังอย่าให้อุปกิเลสต่างๆอย่างที่ยกตัวอย่างข้างต้นเข้ามาครอบงำจิต และทำให้กุศลจิตของเราต้องเศร้าหมองลงได้