← 🍃ธรรมมรรคา
1892 ก.พ. 66อ่าน ~15 นาที

เข้าหลักสูตร 30 วัน

วันนี้หลายคนกำลังจะเข้าคอร์สยาว 30 วันที่ทำอาภา

ขออนุโมทนาและขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านปฏิบัติได้ผลดีตลอด 30 วันนี้

ให้ปฏิบัติอย่างพอดี ให้เดินสายกลางตลอดเวลาที่ปฎิบัติ ไม่สุดโต่งด้านใดด้านหนึ่ง คือ ไม่เข้มข้นด้วยคาดหวังมุ่งมั่นจนจิตตึงเกินไป และไม่ติดสุขติดสบายจนย่อหย่อนเกินไป

ขณะปฏิบัติไม่ว่าจะกำลังตามรู้ลมหายใจ หรือตามรู้เวทนา ให้คอยเฝ้าดูสภาพของจิตเนืองๆ ว่าเกร็งอยู่ ตึงอยู่ หรือไม่ ให้จิตมีสภาพที่สงบเย็น จิตมีความเงียบ จิตมีความเบา มีความอ่อนโยนอยู่ภายในเสมอ

เมื่อมีสังขารผุดขึ้นมาในใจในลักษณะต่างๆ ที่อาจทำให้เกิดความทุกข์กาย ความไม่สบายกาย หรือเกิดความทุกข์ใจ ความไม่สบายใจ ให้รู้เท่าทันว่า นี่คือเรื่องของอดีตที่เราสั่งสมมาทั้งสิ้น เป็นสังขารเก่าของเราทั้งสิ้น ที่กำลังปรากฏขึ้นมาเพื่อให้เราได้ขุดรากเหง้าของมันทิ้งไป

การที่เราจะขุดรากเหง้าของมันทิ้งไปได้นั้น ก็คือการไม่ใส่ใจกับมันเลยอย่าไปดิ้นรนแก้ไขสิ่งเหล่านั้นให้มันหายไป อย่าไปพยายามขจัดมัน อย่าไปดิ้นรนแก้ไขมันด้วยหวังให้มันหมดไป

ตรงกันข้าม ให้ยอมรับมันอย่างที่มันเป็น เฝ้าดูเหมือนไปอย่างที่มันเป็นด้วยใจที่ไม่ร้อนรน ไม่หงุดหงิด ไม่พลุ่งพล่าน ไม่หวั่นไหว

ความไม่สบายกายไม่สบายใจเหล่านั้นมันมีวาระของมันเสมอคือเมื่อมันเกิดขึ้นมันก็ต้องตั้งอยู่และมันก็ต้องดับไป

การตั้งอยู่ของมัน อาจเป็นเพียงชั่วครู่ หรืออาจเนิ่นนานเป็นนาที เป็นชั่วโมง เป็นวัน เราก็รับรู้มันไปอย่างไม่กระวนกระวายใจ

สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราต้องชดใช้เพื่อให้มันบรรเทาเบาบางลง หรือหมดไปในที่สุด

ใจของเราจะต้องพัฒนา โดยอาศัยความทุกข์กาย ทุกข์ใจ เหล่านี้มาฝึก

ฝึกเป็นผู้ดู ฝึกเป็นผู้วาง ฝึกเป็นผู้ที่เย็นสงบ ในทุกสภาวะที่วิบากกรรมเก่าเหล่านี้ส่งผล ที่สังขารเก่าเหล่านั้นผุดโผล่ขึ้นมา

ความทุกข์กาย ทุกข์ใจ ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในขณะปฏิบัตินี้ จะอยู่กับเรานานแค่ไหน ก็เป็นเรื่องของมัน เพราะวาระในการส่งผลของมันยังไม่สิ้นสุด

หน้าที่เรามีอย่างเดียวคือ เฝ้าดูมันด้วยใจที่สงบ ใจที่เย็น ใจที่เบา

ขอเน้นว่า ใจต้องสงบ เบา เย็น วางอยู่ แม้กำลังเผชิญกับสิ่งท้าทายที่ไม่น่าพึงพอใจเหล่านั้น เพราะเรากำลังฝึกใจของเราอยู่

อย่าต่อสู้ดิ้นรนแก้ไข มันจะยิ่งรัดแน่นขึ้น และการดิ้นรนเพื่อต้องการให้สิ่งที่ไม่พึงใจเหล่านั้นหมดไป จิตจะเสียหาย จิตจะไม่สงบ เต็มไปด้วยความอึดอัดขัดข้องหรือความอยากให้พ้นจากสภาพนั้น ซึ่งเป็นการก่อสังขารใหม่ใหต้องชดใช้กันต่อไปอีก

เมื่อเผชิญกับสภาพที่ว้าวุ่นมากๆ ให้หยุดเพื่อตั้งสติ ระงับจิตให้สงบจากความปั่นป่วนภายใน แล้วค่อยๆปรับกระบวนการปฏิบัติให้สอดคล้องกับสภาพนั้น

กรณีที่รู้สึกว่าปฏิบัติได้ราบรื่น มีการต่อเนื่องได้ดี มีสมาธิตั้งมั่นได้นานขึ้น ฯลฯ ก็ อย่าไปภาคภูมิเหิมเกริมกับการได้ดีนั้น ให้ระวังจิตไม่ไป ปลาบปลื้มชื่นชม หรือดีใจ แต่ให้ดูสิ่งเหล่านั้นอย่างที่มันเป็น

ตลอดกระบวนการปฏิบัติ ต้อง “ใช้จิตดูจิตให้เป็น”

กล่าวคือ ไม่ว่าจะประสบสิ่งที่ดีหรือสิ่งที่ไม่ดี จิตที่ตามดู ตามรู้ ต้องตามให้เท่าทัน จิตที่ได้ขาดสติไปหวั่นไหวไปกับสิ่งที่ดีหรือสิ่งที่ไม่ดีนั้น

ถ้าปฏิบัติ แล้วมีความฟุ้งซ่านมาก ให้พยายามตั้งใจมั่น ที่จะขจัดมันออกไปเป็นระยะๆ

ในช่วงอานาฯ ให้รักษาจิตให้ตั้งมั่นที่เดียว คือจุดกระทบของลมสัมผัสที่ใต้ช่องจมูก ให้จิตตั้งมั่นจดจ่ออยู่ที่บริเวณนี้เพียงเท่านั้น เมื่อจิตฟุ้งออกไปก็ดึงกลับมา ด้วยใจตั้งมั่นว่าจะอยู่บริเวณนี้ให้นานขึ้น ผู้ปฏิบัติต้องใช้ปัญญาในการกำกับจิตตนเองหาอุบายที่จะทำให้จิตตั้งมั่นอยู่บริเวณนี้ได้นานขึ้น

ระยะแรกๆเป็นการต่อสู้ระหว่างกิเลส กับสติ

กิเลสจะเข้มแข็งในช่วงแรก แต่ถ้าผู้ปฏิบัติเพียรฝึกอย่างมุ่งมั่น ด้วยสติ ตามรู้ทันไม่ขาดสาย มีความจดจ่อต่อเนื่องในสิ่งที่รู้นั้นด้วยสมาธิ รู้จักใช้ปัญญาหาอุบายตัวช่วย พร้อมกับใช้ปัญญามนสิการภายในใจเพื่อเพิ่มพูนศรัทธาให้แรงกล้ายิ่งๆขึ้น ผู้ปฏิบัติจะได้ผลในการปฏิบัติแต่ละคณะแต่ละคณะอย่างยิ่งยวด

ในช่วง 10 วันแรกของการฝึกสมาธิ ผู้ปฏิบัติต้องพยายามให้จิตตั้งมั่นอยู่ที่เดียวนี้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะกำลังนั่งปฏิบัติอยู่ หรือใช้อิริยาบถอื่นๆเช่น เดิน ยืน นอน รับประทานอาหาร หรือทำกิจต่างๆ ให้ใจอยู่ที่เดียวรู้อยู่ทีเดียว ที่ที่ลมกระทบใต้ช่องจมูกนี้

การฟุ้งซ่านเป็นเรื่องธรรมดา เป็นการปรากฎขึ้นของสังขารเก่า

อย่าหงุดหงิดใจ หรือผิดหวังที่คุมมันไม่อยู่ แต่ให้ตั้งใจให้มั่นคงขึ้น ในการข่มมัน ขจัดมัน ไปเรื่อยๆ

ในบางครั้งจะรู้สึกว่า จิตมีสมาธิสั้นมาก มันออกนอกตลอด ก็ให้พากเพียรฝึกต่อไป การฝึกอย่างต่อเนื่องทุกเวลาที่ตื่นอยู่ จิตจะค่อยๆเข้มแข็งขึ้น จิตจะค่อยๆมีสมาธิมากขึ้น และสามารถต่อกรกับกิเลสได้เก่งขึ้น

กรณีที่มีความง่วงเหงาซึมเซา ต้องพยายามฝึกจิตให้ตื่นตัว โดยอาจเปลี่ยนอิริยาบถเป็นต่างๆบ้าง หรืออาจเปลี่ยนอารมณ์กรรมฐานชั่วขณะ ไปใช้กรรมฐานอย่างอื่นบ้าง เพื่อปรับให้จิตเกิดความเบิกบานผ่องใสขึ้น จิตไม่ชุ่มแช่อยู่อย่างเดิมนานจนนิวรณ์ความเซื่องซึมเข้าครอบงำได้

ในการปฏิบัติ ถ้าสามารถรัดชกษามีอินทรีย์ทั้งห้าอย่างสมดุลย์จริงๆตลอดสาย จิตจะตื่นตัว ตื่นรู้และพัฒนาธรรมได้ดีมากๆ

จะไม่มีความง่วง ไม่มีความฟุ้ง หรือถ้ามีก็รู้เท่าทันอย่างรวดเร็วและขจัดมันลงไปได้ในทันที

แต่ถ้าอินทรีย์ตัวใดย่อหย่อนลงไป ทำให้จิตขาดสมดุลย์ นิวรณ์ก็ย่อมเข้าครอบงำจิตได้ จึงต้องปรับสมดุลย์ของอินทรีย์ใหม่ ด้วยการปรับเปลี่ยนอิริยาบถ หรือปรับเปลี่ยนในจิต หรือปรับเปลี่ยนอารมณ์กรรมฐาน

การรักษาจิตอยู่ภายในตัวตลอดเวลาของการปฏิบัติเป็นสิ่งสำคัญมาก อย่าให้จิตส่งออกนอกไปสนใจเรื่องภายนอก ให้จิตอยู่ภายในตัวตลอดเวลา สายตาทอดมองต่ำทุกขณะ ประดุจว่าเราอยู่คนเดียวเท่านั้น และเรารู้อยู่เรื่องเดียวเท่านั้น คือรู้โลกภายในตัวเรานี้เท่านั้น กายนี้ และใจนี้เท่านั้น ที่เราต้องสนใจทุกเวลา

ในช่วงวิปัสสนา ให้คอยเฝ้าระวังไม่ให้จิตหวั่นไหวไปกับสังขารที่ผุดโผล่ขึ้นมา ถ้าสังขารผุดขึ้นมาเป็นเรื่องที่ทำให้เราโกรธ หรือหงุดหงิด หรือน้อยใจ หรือเสียใจ ฯลฯ

จงระวังให้มาก อย่าไปต่อยอดความรู้สึกนั้นให้มันยืดยาวออกไป รีบตามรู้ให้ทันว่า ใจกำลังเสียศูนย์แล้ว ไม่เช่นนั้นเราจะสร้างสังขารใหม่ทุกๆขณะที่จิตมีความหวั่นไหว มีความโกรธ หงุดหงิด น้อยใจ เสียใจ ฯลฯ ทวีคูณขึ้นไปอีก

ให้รู้เท่าทันและกลับมาอยู่ที่อารมณ์กรรมฐานหลักของเราซึ่งอาจเป็นลมหายใจหรือเวทนาก็ได้ ให้จิตเฝ้าตามรู้อยู่กับกายของเรา อย่าไปตามคิดอยู่กับเรื่องในใจของเรา

ผู้ปฏิบัติต้องรับรู้ด้วยว่า ขณะที่ใจกำลัง “คิด” ขณะนั้นไม่ได้กำลังปฏิบัติอยู่ ทุกความคิดเป็นการส่งจิตออกนอกคือจิตไปทำหน้าที่ “คิด” ไม่ได้ทำหน้าที่ “รู้”

ไม่ว่าความคิดนั้น จะเป็นความคิดที่เป็นกุศลขนาดไหน หรือเป็นความคิดที่ดีงามขนาดไหน ก็ขอให้วางไว้ก่อน แล้วมุ่งพัฒนา “จิตตัวรู้” คือ รู้ว่ากายเป็นเช่นนี้อยู่ในขณะนี้ ใจเป็นเช่นนี้อยู่ในขณะนี้

หากสามารถพัฒนาการรู้ตัวด้วยสติเช่นนี้ตลอดกระบวนการปฏิบัติจิตจะมีความก้าวหน้าในธรรมะเป็นอย่างยิ่ง

บางครั้งผู้ปฏิบัติจะรู้สึกว่าเกิดความเข้าใจในธรรมะขึ้นมา หรือเกิดความแจ่มแจ้งในธรรมะขึ้นมาเป็นระยะๆ ก็ให้รับรู้ วางก่อน อย่าเพิ่งไปฟันธงเห็นว่าเราแจ่มแจ้งในธรรมะแล้ว เพราะ ธรรมะนั้นมีความลึกซึ้งยิ่งกว่านั้นอีกมากมายนัก และที่เราคิดเข้าใจว่าเราแจ่มแจ้งนั้นก็ยังอาจไม่ถูกต้องเสียทีเดียว และที่เราคิดว่าเราเข้าใจแจ่มแจ้งนั้นก็ยังอาจไม่ถูกต้องเสียทีเดียวต่อเมื่อธรรมะของเราพัฒนายิ่งยิ่งขึ้นความแจ่มแจ้งในระดับลึกก็จะพัฒนามากขึ้นเรื่อยเรื่อยจึงยังไม่ต้องไปสนใจว่าเราเข้าใจแล้วเราถึงทำมาแล้วให้อ่อนน้อมถ่อมตนวางมันไปและปฏิบัติต่อไปเรื่อยๆ

ผู้ปฏิบัติหลายคนให้ อาจใส่ใจกับสภาวะธรรมต่างๆที่ดีของตนเอง ใส่ใจกับสภาพลื่นไหล หรือเวทนาดีๆในขณะปฏิบัติ ฯลฯ หลงเข้าใจว่า เป็นความก้าวหน้าในการปฏิบัติ หลงคิดว่าตนปฏิบัติได้ดีมาก ว่าาตนเข้าถึงธรรมะที่สูงขึ้นแล้ว เหล่านี้

ขอให้ระวัง อย่าวัดค่า ประเมินค่าในทางเข้าข้างตนเอง เพราะจะทำให้ความก้าวหน้าในธรรมของเราหยุดชะงักลงทันที

ขอให้ปฏิบัติอย่างอ่อนน้อมถ่อมตนที่สุด ปฏิบัติด้วยศีรษะที่ติดแผ่นดินที่สุด เราเป็นผู้เรียนรู้อยู่ ผู้ฝึกอยู่ ผู้เดินตามพระพุทธองค์ตัวน้อยๆอยู่เท่านั้น

เมื่อประสบกับสิ่งต่างๆในขณะปฎิบัติ ให้แค่ตามดู ตามรู้ มันด้วยใจที่สงบนิ่ง วางเฉยอยู่ แต่ใจมีความเบา ความเย็น และความผ่อนคลายอยูุ่ ไม่เกร็ง เคร่ง ตึง ด้วยคิดว่า การนิ่ง(อย่างตึงๆ) นั้น คือเรากำลังมีอุเบกขาอยู่

แท้จริงแล้ว อุเบกขาไม่ใช่สิ่งที่หนัก ที่เอามาคอยกดใจเอาไว้ แต่เป็นสิ่งที่สงบเบา จากยอมรับสิ่งต่างๆอย่างที่มันเป็น ด้วยรู้อยู่ว่ามันทั้งหลายนั้นล้วนไม่มีสาระแก่นสาร ไม่มีความเที่ยงแท้แน่นอน ใจจึงเย็นสนิทเพราะวางมันลงได้

โดยสรุป ให้พยายามรักษาความต่อเนื่องของการรู้ ที่จุดเดียวขณะที่ทำสมาธิหรืออานาปานสติ

และในขณะที่ทำวิปัสสนา ให้รักษาความสมดุลย์ในจิต จิตมีความเบา มีความสงบ มีความปล่อยวาง ขณะที่ตามดู ตามรู้ ตามยอมรับ ทุกประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในกายและใจของตนนี้

ขอให้ประสบความสำเร็จในการปฏิบัติครั้งนี้ทุกท่านนะคะ

อนุโมทนาสาธุค่ะ 🙏🏻