การนั่งปฏิบัติต่อเนื่องนานๆ (นั่งติดต่อกันหลายชั่วโมง)
เพราะไม่รู้ว่ามันจะตึงเกินไปไหม ผู้ที่ชำนาญการนั่งมาอย่างยาวนานสติเขาตั้งมั่นกว่าจนเวทนาทำอะไรเขาไม่ได้ อันนี้พอเข้าใจ
แต่สำหรับศิษย์เก่าที่เข้ามาไม่กี่คอร์สพอทำได้มั้ยครับ
ผมอยากลองนั่งแต่เวทนารุนแรงเหลือเกินทุกทรมานมาก
ช่วยแนะนำทีครับ…
ตอบ:
เรื่องเวลานี้ ทำได้ตามความเหตุปัจจัยค่ะ
สมมติเราตั้งสัจจะไว้ที่ 1 ชั่วโมง ควรนั่งให้ถึงชั่วโมงตามความตั้งใจดังที่ตั้งสัจจะไว้
นี่เป็น สัจจบารมี
ถ้าตั้งใจไว้ ควรทำให้ถึงตามเวลานั้นเสมอ ไม่ว่าตั้งนานเท่าไหร่ก็ตาม 5 นาที 10 นาที ครึ่งชั่วโมง หรือนานกว่า
แต่ควรตั้งสัจจะให้อยู่ในเงื่อนไขที่เราทำได้จริงด้วย
อย่าตั้งเกินจริงที่เราไปถึงไม่ได้ เพื่อไม่ให้เราต้องเสียสัจจ์ในภายหลัง
แต่ถ้าไม่ได้ตั้งสัจจะเรื่องเวลาไว้
ก็สามารถนั่งตามสภาวะธรรมไปค่ะ อาจสั้นกว่าหรือยาวกว่าชั่วโมงก็ได้
กรณีที่ตั้งไว้ที่หนึ่งชั่วโมง และเมื่อนั่งถึงชั่วโมงไปแล้ว
แต่จิตเรากำลังมีความต่อเนื่องในสภาวะธรรมที่ดำเนินไปอยู่ เราไม่ควรหยุดที่ชั่วโมง แต่สามารถปฏิบัติต่อไปเลยโดยไม่ต้องสนใจเวลา
สภาวะบางอย่างอาจเป็น เช่น จิตอาจมีความสงบอย่างยิ่ง หรือ จิตมีความดิ่งลึกในธรรมะบางประการอยู่ หรือ จิตกำลังมีกำลังของสมาธิที่ตั้งมั่นดี หรือ จิตกำลังเดินลึกและต่อเนื่องอยู่ในวิปัสสนาญาณขั้นใดขั้นหนึ่งอยู่ เช่น ช่วงภังคญาณ หรือ ภยญาณ อทีนวญาณ หรือ วิปัสสนาญาณขั้นอื่นๆอยู่
กล่าวคือ จิตกำลังเดินในธรรมปฏิบัติได้อย่างต่อเนื่องดีอยู่
กรณีแบบนี้ ควรนั่งต่อไปค่ะ นานเท่าไหร่ก็ตามนั้น
เรื่องการนั่งนานมากๆนั้น ถ้ากายอำนวย ใจก้าวหน้า นั่งต่อไปได้ค่ะ
แต่ ‘อย่า’ ฝืนจนต้องเกร็งร่างกาย และก่อให้เสียสมดุลของใจ
เช่น เพราะอยากเอาชนะอะไร หรือ มุ่งมั่นเกินไปจนสุดโต่ง หรือ อยากได้ธรรมะขั้นสูงขึ้นมากไป ฯลฯ
เลยไม่ได้ธรรม แต่กิเลสจะเพิ่มได้เพราะเกิด ‘มานะ’
ในการนั่งแต่ละบัลลังก์นั้น ไม่เหมือนกัน แล้วแต่เหตุปัจจัยทั้งภายในภายนอกตัวเรา ภายในคือ สภาพกายและจิตของเราตอนนั้นๆ ภายนอกคือสภาพรอบตัวเรา
ดังนั้น บางบัลลังก์ธรรมะเดินได้ดี เรานั่งลึกๆได้นาน แบบนี้ ก็นั่งไปให้นานๆได้เลย
แต่บางครั้งมันไม่ได้ เพราะหลายเหตุปัจจัย ก็ให้ปรับให้สอดคล้องไป
เพราะถ้านั่งนานมาก แต่จิตมีแต่อกุศล เพราะกายทรมานและใจไม่มีสมดุล แบบนี้กลายเป็นใจเกิดบาป จากปฏิฆะได้
จิตตอนนั้น แม้กำลังอยู่ในท่านั่งกรรมฐาน กลับยังสู้จิดตอนไม่ได้ปฏิบัติ ที่ไม่มีอกุศลไม่ได้ด้วยซ้ำ
ให้คอยดูใจให้สมดุลเสมอ มีกุศลในจิตเสมอ
ระวังไม่ให้จิตเกิดปฏิฆะ หรือ ความอยากพิสูจน์ หรือจะอยากอะไรก็ตาม นี่ไม่ใช่กุศล ไม่เป็นบุญค่ะ
เราต้องคอยระวัง ไม่ให้จิตเกิดกิเลสตัวใดตัวหนึ่งขึ้นมา
ไม่เช่นนั้น การนั่งจะเสียคุณค่า แถมยังได้บาปในจิตแทน สร้างสังขารแทน
ดังนั้น เราต้องคอยดูใจตนเอง
ต้องฝึกใช้ปัญญาในการปฏิบัติให้เป็น…
ส่วนปฏิบัติผู้ที่กำลังสมาธิดีมาก คือ ได้สมาธิขั้นอุปจาร หรืออัปปนา แล้ว ย่อมนั่งปฏิบัติได้นานมาก
โดยเฉพาะเมื่อได้อัปปนาสมาธิ หรือได้ฌาณแล้ว การนั่งจะนานไปเอง เพราะจิตปราศจากนิวรณ์ จึงไม่ส่งออกไปรับรู้เรื่องอื่นๆ จิตตั้งมั่นแน่วแน่อยู่ที่อารมณ์กรรมฐานที่ตนเพ่งรู้อยู่
ร่างกายและจิตใจจะสงบระงับมาก
ไม่รับรู้ความทุกข์ทรมานจากการนั่ง
คนอีกระดับหนึ่ง ที่มีความสามารถทางจิตสูงมาก ย่อมต่างจากผู้ปฏิบัติทั่วไป
เช่น คนที่ได้ทำฌานสมาบัติได้ (ฝึกจนจบฌาณ 8 อย่างเชี่ยวชาญ)
หรือ คนที่เข้าผลสมาบัติได้ คือ คนที่เป็นพระอริยบุคคลแล้ว ที่ได้ทั้งฌาณจบขั้นที่แปด และเป็นจบผ่านญาณทั้ง 16 (จบวิปัสสนาญาณ) จนเข้าถึงพระนิพพานอย่างน้อย 1 ครั้ง
บุคคลเหล่านี้ เป็นยอดคนค่ะ สามารถนั่งปฏิบัติโดยไม่ขยับร่างกาย ไม่รับรู้สิ่งภายนอกเลยแม้แต่น้อย นั่งดิ่งลึกอยู่ในบัลลังก์นั้นนานหลายวันต่อกัน มีถึง 7 วันเป็นที่สุด
ส่วนคนที่ทำวิปัสสนาทั่วไป จะใช้เพียงขณิกสมาธิ
การนั่งปฏิบัติมักจะนั่งนิ่งอยู่ได้ไม่นานเท่าสมาธิสูงๆ จิตไม่ดิ่งลงลึกแบบคนได้ฌาน วิปัสสนานั้นจิตต้องคอยตามรับรู้ความรู้สึกต่างๆตลอดเวลา
ดังนั้นถ้ามีความเจ็บปวด ก็จะรู้ จึงอาจถูกความทุกข์ทรมานทางกายมารบกวน
ถ้าพยายามนั่งอย่างทรมานมากเกินไปจนจิตเสียสมดุล
อาจได้ไม่คุ้มเสีย คือได้ครบตามเวลาแต่ใจไม่เป็นกุศล
ให้ดูตัวเองอย่างเหมาะสมด้วย
เช่น บางทีต้องยอมเปลี่ยนท่าเล็กน้อย แต่ไม่ลุกไปไหน การเปลี่ยนต้องมีสติสติ มีสัมปชัญญะ ไปพร้อมกัน
คือจิตยังอยู่กับการปฏิบัติ เฝ้าตามดูการเปลี่ยนแปลงบนร่างกายขณะเปลี่ยนท่าอยู่นั้น
บางทีอาจต้องลุกออกไปก่อน เพื่อปรับกาย ใจ ให้ผ่อนคลายลงสักหน่อย แล้วจึงกลับมาปฏิบัติต่อ
ผู้ที่ปฏิบัติวิปัสสนา จนจิตเป็นกลางอยู่เสมอ มีความสมดุลในจิตสูงเป็นปกติ กล่าวคือ จิตผ่อนคลายเป็นอุเบกขา (จากการได้วิปัสสนาญาณขั้นสูงขึ้น) จะไม่ค่อยมีปฏิกิริยาต่อความทุกข์ทางกายแม้กายจะเจ็บปวดมาก
เพราะใจมีสมดุล จึงวางกายลงได้ แม้ทุกข์อยู่ เจ็บอยู่ ก็ยังนั่งต่อไปได้เรื่อยๆด้วยใจที่เป็นสุขอยู่ในธรรม เบิกบานอยู่ ผ่องใสอยู่
สรุปคือ นั่งนานหรือไม่นาน ให้ปฏิบัติไปตามเหตุปัจจัยค่ะ
ไม่ว่าเหตุปัจจัยจะเป็นการให้สัจจะเรื่องเวลา
หรือ มีกำลังความสามารถในการนั่งที่สูงด้วยสมาธิ หรือวิปัสสนาญาณ หรือ ขณะนั้นสภาวะธรรมบางอย่างกำลังดำเนินไป
ก็ให้มันเป็นไป
ตราบใดที่การนั่งนั้นๆ สภาวะจิตกำลังเกิดกุศลตัวใดตัวหนึ่งอยู่
ส่วนที่ถามว่าจะนั่งให้ได้นานๆต้องเข้าใจอะไรบ้างนั้น
อันนี้ไม่มีกฏเกณฑ์ค่ะ เป็นความสามารถที่เกิดจากความชำนาญในการพัฒนาจิตของเราค่ะ
จิตที่ยิ่งพัฒนาขึ้น จะยิ่งมีศักยภาพสูงมาก
ซึ่งเป็นได้ทั้งกำลังสมาธิของจิต (ที่ฝึกจากสมถกรรมฐาน เช่น อานาปานสติ)
หรือ พลังปัญญาที่ทำลายกิเลสจนหมดไป (จากการฝึกวิปัสสนา)