ทำไมฝันทุกคืนตอนไปเข้าคอร์สปฏิบัติ (ปกตินอนไม่ฝัน)
และตื่นมาเราจะจำได้ว่าฝันอะไรด้วยค่ะ
มันมีอะไรเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติของเราไหมคะ?
ซึ่งตามปกติจะนอนไม่ค่อยฝันเลยค่ะ หรือถ้าฝันก็จะจำไม่ได้ด้วยค่ะ
มันเป็นการลอกออกของสังขารวิธีหนึ่งไหมคะ?
ตอบว่า…
เวลาที่เราไปปฏิบัติเพื่อเจริญสติ จิตของผู้ปฏิบัติจะตื่นตัว
จิตที่มีสติ ย่อมเป็นจิตที่ตื่นตัว รู้เท่าทันปรากฏการณ์ในจิต
เมื่อฝึกอยู่ทั้งวันทุกวัน สติย่อมพัฒนายิ่งๆขึ้นในจิตตน
ผลคือ ทำให้ผู้ปฏิบัติมักนอนไม่หลับ
ทั้งนี้ เพราะจิตว่องไวรับรู้อยู่ตลอดด้วยสติ จึงตื่นตัว นอนน้อยหรือบางคนไม่นอนเลยก็มี
ผลอีกอย่างของการที่สติตื่นรู้ คือ ฝันมาก ฝันจริงจัง ฝันชัดเจน และมักจดจำความฝันได้
ทั้งนี้ เพราะจิตผู้ปฏิบัติไม่ได้หลับจริง แต่สลับระหว่างการหลับกับการตื่นรู้ เวลาตื่นรู้คือเวลาฝัน เพราะไม่รู้ตัวเต็มที่
ผู้ปฏิบัติที่หลับตอนกลางคืน จิตจะมีสติรู้สลับกับการหลับ การตื่นรู้ของผู้ปฏิบัติจึงออกมาในรูปฝันที่ชัดเจน เพราะจิตที่ฝึกสติอยู่จะมีการรู้ที่ชัดกว่าปกติ
ที่มักจำความฝันได้ เพราะตอนที่จิตตื่นรู้นั้น จิตประกอบด้วยสติ
ซึ่งต่างกับเวลานอนหลับปกติของผู้ไม่ได้กำลังปฏิบัติ ที่การตื่นรู้ไม่มีสติกำกับ
ความฝันในขณะเข้าคอร์สจึงเหมือนกับการจำเหตุการณ์ได้ มากกว่าเป็นการฝัน
ส่วนเรื่องราวในฝันนั้นมีเหตุปัจจัยทำให้เกิดต่างๆไป
สำหรับผู้ปฏิบัติที่ฝัน มักเป็นเพราะสังขารในอดีตลอยขึ้นมา
การปฏิบัติวิปัสสนา เป็นการเขย่าสังขารให้ลอยขึ้นมาในช่วงกลางวัน พอตกกลางคืนสังขารเหล่านั้นก็ยังลอยขึ้นมาอยู่
แต่เพราะผู้ปฏิบัติไม่ได้ตื่นตัวรับรู้ตลอดเวลา จึงออกมาเป็นรูปของการฝัน
ถามว่า…
ความฝันเป็นการลอกออกของสังขารวิธีหนึ่งไหมคะ?
ตอบว่า…
ไม่เป็นค่ะ !
เพราะจิตขณะนั้นไม่ได้ตื่นตัวรับรู้เวทนา (หรือลม) ไม่ได้มีอุเบกขาวางเวทนาเพราะเห็นความไม่เที่ยงฯ ในเวทนานั้น
กล่าวคือ จิตไม่ได้มีสติรู้นามรูป และไม่ได้มีสัมปชัญญะที่รู้จริงถึงความไม่เที่ยง ไม่เป็นตัวตนของนามรูปนั้น
จึงไม่ได้เป็นการปฏิบัติวิปัสสนา
สังขารจึงไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใดเนื่องเพราะความฝัน
ความฝันเป็นแค่การสะท้อนของสังขารที่ลอยขึ้นมาจากการปฏิบัติตลอดวันเท่านั้น
[[[🌼อธิบายเพิ่มเติมเรื่องความฝัน…
พระพุทธองค์ทรงกล่าวถึง สาเหตุแห่งความฝันไว้ 4 ประการ คือ
~ จิตอาวรณ์ จิตผูกพันอยู่กับสิ่งใดมากๆ ก็อาจฝันถึงสิ่งนั้น (เป็นฝันที่ไม่จริง)
~ เทพสังหรณ์ เทวดาแจ้งข่าว อาจเป็นข่าวดีหรือข่าวร้ายก็ได้ (อาจจริงหรือไม่จริงก็ได้ )
~ ธาตุกำเริบ ร่างกายไม่ปกติ (เป็นฝันที่ไม่จริง)
~ บุพพนิมิต กรรมดีหรือชั่วในอดีต จะปรากฏผลเป็นนิมิตให้ปรากฏ (เป็นฝันที่จริง เกิดแต่เฉพาะกรณีพิเศษ ไม่ได้เกิดทั่วไปในปุถุชน)
คนเราฝันได้เวลาจิตเป็นเช่นไร?
เวลาที่หลับสนิท หลับลึก ย่อมฝันไม่ได้
เวลาสลบไสล หรือหมดสติ ย่อมฝันไม่ได้
จิตที่หลับสนิท คือ ภวังคจิต
ภวังคจิตไม่อาจรับรู้การกระทบใดๆ ย่อมฝันไม่ได้
ดังนั้น จิตเมื่อเป็นภวังคจิตอยู่ ย่อมฝันไม่ได้
เวลานั้นจิตไม่ขึ้นสู่วิถี จึงไม่มีการรับรู้เลย ย่อมฝันไม่ได้
แต่จิตที่ฝันได้ เป็นจิตที่สลับไปมาระหว่างการขึ้นวิถีเพื่อรับรู้สิ่งกระทบ สลับกับการลงภวังค์หลับไหล
กล่าวคือ จิตที่ฝันได้ เป็นจิตที่ขึ้นจากภวังค์สู่วิถี แต่ขึ้นสู่วิถียังไม่ครบขบวนการรับรู้ทั้งหมดของวิถีนั้น ก็กลับลงภวังค์ไปเลย และก็อาจลงภวังค์ไปหลายขณะได้ จากนั้นก็สลับไปขึ้นวิถีมารับรู้สิ่งกระทบอีก แต่ขึ้นไม่ทันครบขบวนอีก ก็มาลงภวังค์อีก ทำนองนี้
การที่จิตขึ้นวิถีมากน้อยขณะ มีผลต่อการรู้ตัวมากน้อยของเรา
ถ้าขึ้นวิถีครบถ้วนตลอดขบวน คือ จิตของเราตอนตื่นตัวและรับรู้สิ่งต่างๆรอบตัว
แต่ถ้าขึ้นวิถีแบบไม่เต็มขบวน ยังไม่ทันครบก็สลับกับการลงภวังค์นั้น จะเป็นการรู้ตัวในรูปการฝันก็ได้ ในรูปการกึ่งหลับกึ่งตื่นก็ได้ หรือการที่นั่งปฏิบัติอยู่แต่เหมือนรู้ตัวด้วยและไม่รู้ตัวด้วย (ไม่ได้หลับแต่ก็แช่ๆทรงๆอยู่ไม่ชัดเจน) เหล่านี้เป็นต้น🌼]]]