กังวลว่าปฏิบัติถูกวิธีไหม
แต่ก่อนในชม.ปฏิบัติ นั่งพื้น การพิจารณา มีแต่สู้กับความเจ็บปวด เข่า ขา ถ้าฝืนนั่งจนครบชม.ได้ จะรู้สึกเหมือนว่าปฏิบัติได้
แล้วก็จะรู้สึกกังวลในการปฏิบัติครั้งต่อไป ว่าจะทนได้ไหม?
Q: ต่อเมื่อเปลี่ยนมานั่งเก้าอี้ ความทรมานเรื่องเจ็บปวดหายไป ตั้งใจนั่งพิจารณาเวทนา ทีละส่วน ทีละส่วน ครบรอบเริ่มใหม่ ช่วงแรกไหลลื่นไปได้ เกือบตลอดชั่วปฏิบัติ กลับทำให้เกิดความสงสัยว่า นี่ปฏิบัติ ถูกทางหรือไม่ นั่งพิจารณาไป ไม่มีอะไร
Q: พอเปลี่ยนมานั่งเก้าอี้ ความทุกข์กายเรื่องปวดเมื่อยหายไป กลายมาเป็นการต่อสู้ กับการควบคุมไม่ให้จิตหลุด เช่นกันกับข้อแรก คือครบชั่วโมงนั่งครานี้หลุดไปเท่าไหร่ สรุปไม่ว่าน้อยหรือมาก หลุดไปกว่า 50%
Q:แต่ขณะนี้พิจารณาไม่ได้เลยเพราะหลุดตลอด เลยมาคิดว่า จุดประสงค์ของการพิจารณาเวทนานี้ คือ ต้องพยายามไม่ให้จิตหลุดออกนอก ต้องทำให้ได้ ต้องฝึกควบคุมจิตให้ได้ ตอนนี้มีเพียงเรื่องนี้เรื่องเดียว ต้องทำให้ได้ ใช่ไหมค่ะ
Q: มาคิดว่า การพิจารณา เวทนาทางกาย คือวิธีที่จะพยายามควบคุมจิตไม่ให้หลุดไปบางครั้งต้องนำทางให้จิตเช่นพิจารณากายลงมามือแล้วไปไหน ต้องบอกนำว่าไปขา ถึงเท้าแล้วต้องบอกนำอีกว่าขึ้น ไม่เช่นนั้นเหมือนจะแช่อยู่ แล้วอีกไม่นานก็จะหลุดไป
Q: มากังวลว่าแนวทางที่ทำอยู่นี้ ยังถูกทางหรือไม่ มีทางที่จะไปถึงจิตที่นิ่ง หรืออะไรในขั้นตำ่สุด ที่จะแสดงว่ายังถูกทางอยู่ เกรงว่าถ้าไม่ถูกจะหลงไปเลย
Q: กราบเรียนถามคะ
แต่ก่อนในชม.ปฏิบัติ นั่งพื้น การพิจารณา มีแต่สู้กับความเจ็บปวด เข่า ขา ถ้าฝืนนั่งจนครบชม.ได้ จะรู้สึกเหมือนว่าปฏิบัติได้
แล้วก็จะรู้สึกกังวลในการปฏิบัติครั้งต่อไป ว่าจะทนได้ไหม?
A: การนั่งปฏิบัติ ขอให้เดินสายกลางค่ะ อย่าตึงไป อย่าหย่อนไป
ถ้าเจ็บปวดเพราะร่างกายมีโรค หรืออุบัติเหตุ หรือเพราะสาเหตุอื่นๆ
ให้คอยดูแลอย่างถูกต้องถ้วนถี่ทางกายภาพก่อนมาเข้าคอร์สด้วย
และขณะที่อยู่ในคอร์สให้ดูแลให้ร่างกายมีความพอดีเหมาะกับการปฏิบัติด้วย เช่น อาจเดิน หรืออาจบริหารร่างกายในห้องพักให้ร่างกายได้ยืดหยุ่นบ้าง เป็นต้น ทำแต่พอดี
ทั้งนี้ เมื่อดูแลหรือบริหารร่างกายแล้ว ไม่ไปคาดหวังว่าเมื่อไปนั่งปฏิบัติ ร่างกายจะต้องไม่มีเวทนาเจ็บปวดอีก เราบริหารกายเพื่อให้ร่างกายได้ยืดหยุ่นผ่อนคลาย ไม่ให้ตึงเกินไปเท่านั้น แต่ไม่ใช่เพื่อไม่ให้ร่างกายไม่มีความเจ็บปวดอีก
เมื่อนั่งปฏิบัติไปสักระยะ ร่างกายบางส่วนอาจเจ็บปวดขึ้นมาได้ จากสาเหตุต่างๆกัน
อาจเป็นเพราะเรามีปัญหาสุขภาพบางอย่างอยู่ หรืออาจเพราะเรานั่งทับบางส่วนนาน หรืออาจเพราะอาหาร/อุณหภูมิ/สภาพอากาศ ขณะนั้น หรืออาจเป็นเพราะเกิดอุบัติเหตุบนร่างกายบริเวณนั้น หรือเพราะสุขภาพของเราในช่วงนั้น หรืออะไรก็เป็นได้ที่ทำให้เกิดความเจ็บปวดหรือเวทนาที่ไม่สบายประเภทอื่นๆ ที่เป็นทุกขเวทนา
เมื่อทุกขเวทนาบนร่างกายเกิดขึ้น ให้รับรู้ความรู้สึกทางกายนั้น โดยไม่ไปให้ค่าปรุงแต่งว่านี่คือความเจ็บ นี่คือความปวดร้าว นี่คือความไม่สบายกายแบบไหน…
ถ้าความเจ็บนั้นไม่รุนแรงมาก
ก็ให้ปฏิบัติต่อไป เคลื่อนความสังเกตไปเรื่อยๆ โดยจิตอาจวิ่งไปรับรู้ความรู้สึกเจ็บปวดนั้นสลับไปด้วย
ความเจ็บปวดหรือเวทนาที่เด่นชัดทุกชนิดจะทำให้จิตรับรู้การมีอยู่ของมันได้ชัดเจนและรวดเร็วกว่าเวทนาที่เบากว่า
จากนี้ให้คอยระวัง
อย่าให้จิตขุ่นมัว หงุดหงิดกับความเจ็บ
หรือเกิดความไม่ชอบใจชนิดใดๆ
หรือผลักไส ต้องการให้ความเจ็บนั้นหมดไป
หรือจิตมีอาการดิ้นรน หรือพยายามทนมันอย่างกดข่ม อย่างเกร็ง ตึงเครียด
ซึ่งนอกจากจะทำให้เวทนาส่วนนี้รุนแรงขึ้นแล้ว ยังจะทำให้เกิดความไม่สบายในส่วนอื่นๆของร่างกายตามไปด้วย
ให้รักษาจิตให้ยอมรับความรู้สึกนั้น รับมันอย่างที่มันเป็น
รับรู้แต่ไม่ไปกังวลต่อบริเวณนั้นเป็นพิเศษ
เพราะจิตจะปรุงแต่งให้เกิดความคิดกังวลอื่นๆอย่างเป็นตุเป็นตะขึ้นได้
การพุ่งจิตไปใส่ใจบริเวณนั้น ว่าเจ็บ เจ็บ เจ็บ มันจะไปเพิ่มความเจ็บให้ทวีคูณ
อย่าไปคิดถึงมันมาก การสนใจจะทำให้ความเจ็บจากกายเพิ่มขึ้น
จะกลายเป็นความเจ็บที่เกิดเพราะจิต ซึ่งจะเจ็บยิ่งไปเพิ่มความเจ็บที่เกิดบนกายให้รุนแรงขึ้น
การกลัวความเจ็บก็ส่งผลแบบเดียวกัน เพราะจิตเป็นตัวเจ็บเสียเองแล้ว
จิตที่ระแวงว่าจะเจ็บ จะไปคอยมุ่งรอคอยความเจ็บ
เลยกลายเป็นจิตไปสร้าง ไปปรุงแต่งความเจ็บให้เกิด
หรือเมื่อเจ็บอยู่ แล้วไป”อยาก” ให้มันหายเจ็บ
ยิ่งอยากให้มันหาย มันจะยิ่งเจ็บ เพราะจิตยิ่งเสียสมดุลเพราะความอยากนั้น
ตอนนี้ กายที่เดิมมีทุกขเวทนาตามเหตุปัจจัยของมัน ได้ถูกขยายความทุกข์ทรมานให้รุนแรงขึ้นเพราะจิตร่วมผสมโรงเพิ่มความทุกข์ขึ้น
ความไม่เป็นอุเบกขาของจิต จะไปเพิ่มพูนความเจ็บบนกาย
ณ ตอนนี้จิตกลายเป็น “ปัจจัย” ที่สร้างความเจ็บให้ทนไม่ได้ขึ้นมาเป็นลำดับ
ยิ่งจิตดิ้นรน ยิ่งทุรนทุราย ด้วยความใส่ใจมัน ด้วยความต้องการให้มันหายเจ็บเสียที ไปหงุดหงิดโมโหมัน เราก็ยิ่งทุกข์ทรมานเพิ่มขึ้น
ความเจ็บจะแรงขึ้น
ระยะเวลาที่เจ็บก็จะถูกยืดให้นานขึ้น
และผลร้ายที่น่ากลัวที่สุด คือ เรากำลังเพิ่มสังขารด้านโทสะให้ตัวเองตลอดขบวนการที่เราไม่พอใจนั้น
เพิ่มมากน้อยอยู่กับดีกรีของปฏิฆะหรือความไม่พอใจของเรา
การเข่นแบบเก็บกดก็เป็นโทสะรูปแบบหนึ่งด้วย
ถ้าจะอดทน อดกลั้นด้วยขันติธรรม ต้องรู้จักข่มจิตไม่ให้สร้างบาปเกิดอกุศลเพราะความเจ็บนั้น
ถ้าจิตเริ่มเสียศูนย์ เสียสมดุล ความอดทนด้วยขันติแต่ใจกลับเร่าร้อนทรมาน แบบนี้ไม่ใช่การเดินสายกลาง แต่เป็นความสุดโต่ง
ให้พิจารณาประโยชน์สูงสุด ที่จิตจะได้ฝึกฝนอย่างถูกต้อง
ซึ่งคืออุเบกขา หรือสมดุลของจิตต้องดำรงอยู่ นี่คือประโยชน์สูงสุดสำหรับจิต
ดังนั้น ต้องไม่เคร่งตึงเกินไปกับร่างกายจน”จิต”เสียสภาพสมดุล แต่ก็ต้องไม่หย่อนเกินไปที่เอะอะก็ยอมแพ้เช่นกัน
“ความเจ็บปวดบนกาย เป็นตัวที่ใช้ฝึกจิตให้มีอุเบกขาได้ดีที่สุดตัวหนึ่ง”
เมื่อจิตสามารถปล่อยวางความเจ็บได้ จนไม่เห็นมันเป็นความเจ็บปวดอีกต่อไปได้ อยู่กับมันได้ด้วยจิตปกติ ไม่เร่าร้อนทุรนทุราย
จิตขณะนั้น จึงเป็นจิตที่เป็นอิสระจากความทุกข์ได้จริง
หากจิตมีคุณสมบัติเช่นนี้ได้บ่อยขึ้นเท่าไหร่ ความก้าวหน้าในธรรมก็มากขึ้นตามนั้น
การกัดฟันทนด้วยใจที่ไม่สมดุลเพียงเพื่อจะเอาให้ครบชั่วโมงโดยจิตหงุดหงิดเร่าร้อนตลอดนั้นไม่ถูกต้อง เพราะจิตขณะนั้นเสียสมดุลแล้ว ไม่ได้อยู่กับเวทนาด้วย”อุเบกขาจิต”แล้ว
จะสุดโต่ง คือได้ชั่วโมง แต่ไม่ได้อุเบกขา
กรณีแบบนี้ก็ควรเปลี่ยนท่าเล็กน้อยยังดีกว่า เพื่อรักษาจิตไม่ให้เกิดความโกรธ
แต่ก่อนจะเปลี่ยนท่า ให้คอยดูต่อไปสักระยะหนึ่งว่าจิตสามารถพัฒนาให้ยอมรับความเจ็บนั้นอย่างปล่อยวาง ไม่เคร่งตึง ไม่ทุกข์ไปกับมันได้หรือไม่
เพราะถ้าทำได้ นี่คือการปฏิบัติที่ถูกต้อง และพัฒนาการของอุเบกขาจะเพิ่มพูนขึ้น
แต่ถ้าจำเป็นต้องเปลี่ยนท่า เพราะขณะนั้นจิตไม่มีกำลังพอที่วางใจให้สมดุลปล่อยวางได้ ขณะที่เปลี่ยนท่านั้น ให้มีสติรับรู้ขบวนการเปลี่ยนท่าทั้งขบวน ตั้งแต่เริ่มต้นเปลี่ยนท่าจนจบ
และให้คอยระวังจิตอย่าให้รู้สึกชอบใจเมื่อความเจ็บคลี่คลายลงจากการเปลี่ยนท่า
Q: ต่อเมื่อเปลี่ยนมานั่งเก้าอี้ ความทรมานเรื่องเจ็บปวดหายไป ตั้งใจนั่งพิจารณาเวทนา ทีละส่วน ทีละส่วน ครบรอบเริ่มใหม่ ช่วงแรกไหลลื่นไปได้ เกือบตลอดชั่วปฏิบัติ กลับทำให้เกิดความสงสัยว่า นี่ปฏิบัติ ถูกทางหรือไม่ นั่งพิจารณาไป ไม่มีอะไร
A: เมื่อนั่งเก้าอี้จะเจ็บช้าลง แต่ในที่สุดก็เจ็บอยู่ดี เป็นธรรมดาของสังขาร
แต่เมื่อยังไม่มีทุกขเวทนา ไม่มีความเจ็บ เวทนาอื่นๆก็เป็นเวทนาที่ให้เร่ได้ตามรับรู้ด้วยสติอย่างต่อเนื่องไป จะสำรวจแบบลื่นไหลหรือแบบทีละส่วนก็เหมือนกัน
ที่ว่านั่งพิจารณาไม่มีอะไรนั้น ก็ให้เป็นตามนั้นค่ะ ไม่ต้องไปให้มันมีอะไรอื่นๆขึ้นมาอีก มันมีอะไรอยู่แล้วอย่างที่มันมีมันเป็น ก็ตามดูรู้ทันมันไปตามนั้นต่อไปเท่านั้น
การที่พิจารณาหรือตามรู้ด้วยสติ ด้วยจิตที่มีอุเบกขา รับรู้อย่างที่มันเป็น ก็คือถูกทาง
เพราะนั่นก็คือความเป็นจริงขณะนั้น
เราก็ดูที่ใจเราไปว่า สมดุลอยู่ไหม ตามรู้เวทนาต่อเนื่องไปไหม
ไม่ใช่ต้องเจ็บปวดและต้องทนความเจ็บได้คือถูกทาง
จะเจ็บหรือไม่เจ็บ จะไม่มีความรู้สึก หรือไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้น ฯลฯ ฯลฯนั่นคือความเป็นจริงขณะนั้นที่เราเผชิญอยู่
ถ้าจิตที่ดูความจริงทุกอย่างเหล่านั้นด้วยความสมดุลแท้ คือรับรู้ด้วยจิตที่วางเฉย นั่นแหละค่ะ ถูกทางอยู่
Q: พอเปลี่ยนมานั่งเก้าอี้ ความทุกข์กายเรื่องปวดเมื่อยหายไป กลายมาเป็นการต่อสู้ กับการควบคุมไม่ให้จิตหลุด เช่นกันกับข้อแรก คือครบชั่วโมงนั่งครานี้หลุดไปเท่าไหร่ สรุปไม่ว่าน้อยหรือมาก หลุดไปกว่า 50%
A: อันนี้เป็นปกติค่ะ ความฟุ้งคู่กับการปฏิบัติ
จิตจะหาที่เกาะเสมอ เมื่อมีความเจ็บหรือทุกขเวทนาบนร่างกาย จิตก็ไปรู้ความเจ็บนั้น เพราะมันชัดเจน
เมื่อไม่มีความเจ็บ มีเวทนาแบบกลางๆ ที่เรียกว่า อทุกขมสุขเวทนา จิตก็ไม่มีที่ให้รับรู้อย่างชัดเจน เกาะกับเวทนาแบบหลวมๆ ถ้าขาดสติจิตก็จะเคลื่อนออกไปกับความคิดฟุ้งซ่านได้ง่าย
กรณีแบบนี้ ต้องรักษาสติให้อยู่ ต้องใช้กำลังสมาธิ กำลังสติ ให้มากขึ้น
Q:แต่ขณะนี้พิจารณาไม่ได้เลยเพราะหลุดตลอด เลยมาคิดว่า จุดประสงค์ของการพิจารณาเวทนานี้ คือ ต้องพยายามไม่ให้จิตหลุดออกนอก ต้องทำให้ได้ ต้องฝึกควบคุมจิตให้ได้ ตอนนี้มีเพียงเรื่องนี้เรื่องเดียว ต้องทำให้ได้ ใช่ไหมค่ะ
A: เรื่องจิตออกนอก เป็นเรื่องปกติของการปฏิบัติ
เราต้องคอยดึงกลับมา และพัฒนาให้จิตมีสมาธิเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ
ยิ่งจิตมีสมาธิดีขึ้นๆ การออกนอกจะน้อยลงๆ
Q: มาคิดว่า การพิจารณา เวทนาทางกาย คือวิธีที่จะพยายามควบคุมจิตไม่ให้หลุดไปบางครั้งต้องนำทางให้จิตเช่นพิจารณากายลงมามือแล้วไปไหน ต้องบอกนำว่าไปขา ถึงเท้าแล้วต้องบอกนำอีกว่าขึ้น ไม่เช่นนั้นเหมือนจะแช่อยู่ แล้วอีกไม่นานก็จะหลุดไป
A: ไม่จำเป็นต้องคอยนำมันค่ะ ถ้าสังเกตดีๆ มันเป็นไปได้ทุกแบบ
บางครั้งจิตมันเข้มแข็ง มีสติมั่นคงต่อเนื่อง มีสมาธิแก่กล้า มันเคลื่อนเองอย่างต่อเนื่องไม่ต้องอาศัยวิธีการใดๆมาจูงจิต
บางครั้งความฟุ้งมีกำลัง จิตอ่อนกำลัง ก็อาจอาศัยตัวช่วยอื่นๆ
การนำจิตให้เคลื่อนไป ไม่ต้องใช้คำพูดบอกส่วนต่างๆตลอดจะดีกว่าค่ะ แค่จิตคิดถึงขาจิตก็ไปที่ขาแล้ว โดยไม่จำเป็นต้องบอกว่าขา การพูดในจิตควรทำให้น้อยที่สุดค่ะ
จิตควรจะเงียบที่สุด สงบที่สุด
Q: มากังวลว่าแนวทางที่ทำอยู่นี้ ยังถูกทางหรือไม่ มีทางที่จะไปถึงจิตที่นิ่ง หรืออะไรในขั้นตำ่สุด ที่จะแสดงว่ายังถูกทางอยู่ เกรงว่าถ้าไม่ถูกจะหลงไปเลย
A: ที่ทำอยู่ไม่ได้ผิด แต่ยังจับหลักไม่ชัดเจนมากกว่าค่ะ
ถ้าจับหลักถูกต้อง จิตจะสงบ จิตจะมีสติรับรู้นามรูปด้วยปัญญา ด้วยอุเบกขา
ความนิ่งของจิต คือความที่จิตสงบเป็นปกติอยู่ได้ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงต่างๆได้