← 🍃ธรรมมรรคา
2576 พ.ย.68อ่าน ~19 นาที

สภาวธรรมสารพัน หาใช่สาระสำคัญที่เราต้องไปใส่ใจ

❓ ปุจฉา (คำถาม)
อยากเรียนสอบถามท่านอาจารย์เกี่ยวกับสภาวธรรมที่ได้พบในขณะปฏิบัติค่ะ
ครั้งแรก..หนูเห็นร่างกายของตัวเองเป็นกองขี้โคลน แล้วขี้โคลนก็ค่อยสลายๆออกไป พอสลายไปหมดหนูจะเห็นเป็นก้อนใสๆแข็งๆตั้งอยู่ แล้วทีนี้ก้อนแข็งๆนั้นก็เริ่มระเหยเป็นไอไปเรื่อยๆ จนหมดไปค่ะ
ครั้งที่2…หนูเห็นตัวหนูเหมือนนั่งอยู่ในกลดใสๆ 3ชั้น แล้วกลดที่นั่งอยู่นั้นก็เริ่มตึง แล้วขาดผึงออกทีละชั้น ทีละชั้น จนหมด พอกลดขาดออกหมด หนูเห็นเป็นก้อนแข็งๆ แล้วก้อนแข็งๆก็เริ่มสลายๆออกไปจนเกลี้ยงไม่เหลืออะไร หนูอยากเรียนถามท่านอาจารย์ว่าสภาวะธรรมนี้หมายถึงอะไรคะ
💡 วิสัชนา (คำตอบ)

✅ A: ▪️สภาวะเช่นนี้เกิดได้กับผู้ปฏิบัติทั่วไปค่ะ เพียงแต่รูปแบบอาจต่างไปในแต่ละบุคคล ขึ้นกับ ‘สัญญา‘ ความหมายจำที่บันทึกไว้ในจิตของแต่ละบุคคล และ ’สังขาร’ การปรุงแต่งจิตของแต่ละคน

เมื่อผู้ปฏิบัติไปได้นานพอสมควรแล้ว เวทนาที่เกิดขึ้นบนร่างกายชนิดต่างๆ สามารถทำให้จิตปรุงแต่งเป็นภาพขึ้นในจิต เวทนาที่ปรากฏทั้งเวทนาทางกาย เวทนาทางใจ จะไปกระตุ้น ‘สัญญา‘ ที่แต่ละคนเก็บบันทึกฝังแฝงอยู่ในจิต ให้เกิดเห็นเป็นสิ่งต่างๆขึ้นมาในจิตได้

สัญญาเราที่เก็บไว้ ต่างก็เป็นสัญญาที่มีการปรุงแต่งของสังขารของเราแต่ละคนเข้าไปด้วยทั้งนั้น ดังนั้นสิ่งที่ปรากฏให้เราเห็นหรือรับรู้ ก็เป็นการประกอบการขึ้นมาของจิตเรา เป็นสภาวะทำรูปแบบต่างๆ
โดยส่วนใหญ่สภาวะธรรมเหล่านี้ไม่มีความสลักสำคัญ ให้เราต้องตีความ แม้ว่าบางครั้งจะเป็นการเห็นที่มีคุณค่าอยู่บ้าง แต่ผู้เห็นจะใช้สภาวะธรรมให้เกิดคุณค่าได้นั้นต้องมีปัญญาเท่าทัน
ผู้ปฏิบัติธรรมหลายท่าน เมื่อปฏิบัติไปอย่างต่อเนื่อง จิตก็จะสร้างสภาวะให้เห็นเป็นต่างๆ ตลอดเวลา
ประสบการณ์ของผู้ปฏิบัตินั้น
🌱ถ้ามีความเจ็บปวดทางกาย หรือมีอาการทางกายต่างๆ จิตก็จะไปหมกมุ่นกับความเจ็บปวด หรืออาการเหล่านั้น
🌱ถ้าใจมีความความคิดทางลบ เสียใจ โกรธ อาฆาต กังวล ใคร่ในกามสุข ฯลฯ จิตก็จะไปอยู่กับเรื่องที่ทำให้เสียใจ โกรธ อาฆาต กังวล ใคร่อยาก เหล่านั้น
🌱ถ้าใจเกิดความคิดสร้างสรรบางอย่างขึ้น เช่นความสร้างสรรค์เกี่ยวกับงานที่ตนทำ จิตก็ไปปรุงต่อ ไปจินตนาการต่อในงานนั้น

จะถูกลากไปลากมาให้ไป “พัวพัน” อยู่กับสิ่งที่ปรากฏขึ้นเสมอ ไม่ทางกาย ก็ทางใจ เพราะนี่คือการทำงานของสังขาร อันเนื่องจากอนุสัยกิเลสของเราแต่ละคน
บางครั้ง เมื่อปฏิบัติจนดูเหมือนจิตจะมีความต่อเนื่องได้ดี จิตมีความสงบระดับหนึ่ง ร่างกายก็ไม่เจ็บปวด ใจก็ตามมีสติตามรู้ตามดู เวทนาหรือลมหายใจได้ ไม่ฟุ้งไม่ง่วง กิเลสก็อาจล่อหลอกเราในระดับที่ละเอียดขึ้น โดยใช้สภาวะธรรมต่างๆ ทำให้จิตเราไป “พัวพัน”

เช่น เห็นร่างกายมีสภาวะเช่นนั้น เช่นนี้ มีตัวลอยจากอาสนะบ้าง ตัวเบาบ้าง ตัวหายบ้าง มือ/เท้าหายไปบ้าง ตัวขยายใหญ่บ้าง ตัวโปร่งแสงบ้าง ตัวเอียงหน้า/หลัง/ซ้าย/ขวาบ้าง ตัวละเอียดบ้าง ตัวเป็นกระดูกบ้าง ตัวเป็นดวงแก้วบ้าง แขน/ขาหรืออวัยวะบางส่วนยืดยาวขึ้นบ้าง อวัยวะบางส่วนของใบหน้าขยายตัวบ้าง ตัวเป็นกายละเอียดบ้าง ตัวเป็นน้ำเป็นคลื่นบ้าง ตัวเป็นแสงบ้าง ฯลฯ เป็นไปได้ทั้งนั้น ขึ้นกับสัญญาและสังขารของแต่ละคน

หากผู้ปฏิบัติรู้ไม่เท่าทัน จะถูกโมหะครอบงำให้หลงคิดตามสภาวะธรรมเหล่านั้นได้ จิตก็จะปรุงแต่งต่อให้สภาวะธรรมเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงเป็นต่างๆได้เมื่อผู้ปฏิบัติหลงพลัดเข้าไปสนใจมันเข้า
เพราะเมื่อผู้ปฏิบัติสนใจ จิตย่อมไม่วางแล้ว จิตไปปรุงต่อทำให้สภาวะที่เดิมปรากฏหรือเห็นนั้น มีชีวิตชีวาขึ้นมา สภาวะต่างๆ อันเกิดจากการปรุงแต่ง ก็จะทะยอยปรุงต่อ พัฒนาต่อเป็นต่างๆ เพื่อดึงให้ผู้ปฏิบัติหลงไปตามมัน

บ่อยครั้ง ผู้ปฏิบัติมักคิดไปว่า ตนกำลังก้าวหน้าบ้าง กำลังเห็นอนิจจังบ้าง กำลังเห็นอนัตตาบ้าง กำลังได้วิปัสสนาญาณ ขั้นนั้น ขั้นนี้ บ้าง กำลังได้ฌานบ้าง เป็นต้น

อาการต่างๆเหล่านี้มักเป็นอาการที่เกิดขึ้นในจิตของผู้ปฏิบัติ ที่ไม่ใช่เป็นของจริง ผู้ปฏิบัติจึงพึงรู้ให้ทัน
ต่อให้แม้สภาวะธรรมที่ปรากฏจากจิตที่ปฏิบัติอย่างถูกต้อง อาจเป็นปรากฏการณ์จริงของความก้าวหน้าบางอย่าง…ผู้ปฏิบัติพึงสังวร ด้วยปัญญา ว่าเรามีหน้าที่วางเท่านั้น
คือรู้แล้วก็รับรู้เช่นนั้น ด้วยใจที่วาง โดยไม่ไปใส่ใจทำความเข้าใจกับสิ่งที่ปรากฏนั้น
จิตที่ไป “พัวพัน” จะหลงปรุงแต่งต่อทันทีสภาวะธรรมต่างๆที่ตามมาจึงเป็นการปรุงแต่งของจิตอันเกิดจากกิเลส

เมื่อจิตเป็นเช่นนี้ ย่อมทำให้การปฎิบัติด้วยใจเป็นกลาง…ขาดลง
หากสติรู้ แต่ปัญญาไม่เท่าทันที่จะไม่ไปใส่ใจกับมันได้ วางมันไม่ได้…
การปรุงแต่งในจิตก็จะพัฒนาต่อไปเป็นอาการต่างๆ เปลี่ยนแปรไปมาในใจของ ผู้ปฏิบัติ

ผู้ปฏิบัติก็จะไปสำคัญผิดว่าเป็นความก้าวหน้าในการปฏิบัติได้
ดังนั้นเมื่อเห็นสิ่งใดที่เกิดขึ้นในใจ ให้มีสติรู้เท่าทันมันไว้ก่อน อย่าให้สังขารไปปรุงแต่งด้วยความใส่ใจว่ามันคืออะไร
แต่ให้แค่รับรู้มันว่า ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม มันหาได้สลักสำคัญไม่ เพราะเดี๋ยวมันก็จะเปลี่ยนแปลงไป
เรามีงานแค่ตามดูตามรู้มัน โดยไม่ให้คุณค่ากับมันก็พอแล้ว
บางครั้ง หากผู้ปฏิบัติอยากจะเฝ้าตามดูความเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นๆ ก็สามารถตามรู้ได้ แต่อย่าไป in กับสิ่งที่เราตามรู้นั้น ว่ามันคืออะไรบ้าง เพราะไม่ว่าอย่างไร “สาระ” ของมันก็อยู่ที่ความ “ไม่ใช่สาระ” แท้อยู่ดี เพราะมันคืออนัตตา

เรามีหน้าที่เพียงปล่อยให้มันแสดงตัวไปตามเหตุปัจจัยของมันเพียงเท่านั้น ไม่ได้มีหน้าที่ไปใส่ใจมัน
หากเราเผลอไปใส่ใจ หรือไป in กับมัน เห็นมันเป็นสภาวธรรมที่พึงสนใจ เป็นปรากฏการณ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจ เรากำลังถูกกิเลสล่อลวงให้ “หลง” ไปกับมันแล้ว
กิเลสตัวนี้ คือ กิเลสความหลง หรือโมหะ และก็เป็นตัวอวิชชา ตัวไม่รู้ ตัวหลงทางในสังสารวัฏฏ์ของหมู่สัตว์
เมื่อจิตหลงเมื่อใด เรากำลังไม่รู้เท่าทันความเป็นจริงของสรรพสิ่งในธรรมชาติ…

เมื่อนั้น เราได้หยุดขบวนการพัฒนาจิตของเราไปแล้ว…

ทั้งๆที่เรากำลังเหมือนนั่งปฎิบัติธรรมจริงจังอยู่แท้ๆ
ให้ใช้สติ ใช้ปัญญา มีสัมปชัญญะให้ทั่ว พร้อม รู้ตามจริงว่าสิ่งเหล่านี้ก็เป็นเช่นนั้นเอง มันเป็นปรากฏการณ์ของธรรมชาติหนึ่งที่เป็นอนิจจัง ไม่มีสาระในตัวของมันเอง เป็นอนัตตา
หากทำได้ สิ่งต่างๆที่ปรากฏนั้นก็จะหมดกำลังที่จะดึงดูดความสนใจของจิตเราได้ต่อไป
เมื่อมันหมดกำลัง หมดความสำคัญลงไป ในใจเราแล้ว มันย่อมเอาเราไม่อยู่อีก มันทำให้เราไปปรุงแต่งเพิ่มสังขารต่อไม่ได้ มันก็หมดกำลังลงไปอย่างสิ้นเชิง
หากเราวางเฉยอยู่ เฝ้าดูมันต่อไปอย่างไม่ให้ค่า เราก็จะเห็นมันพ่ายแพ้หมดไปจากจิตเรา จิตเราก็มั่นคงเข้มแข็งขึ้น พัฒนาขึ้น
ประสบการณ์ต่างๆ สภาวะต่างๆที่เกิดขึ้นทั้งหลาย ก็คือสภาวะของความเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่ง ที่เป็นไปตามกฎตามธรรมชาติเท่านั้น
สภาวะเหล่านี้จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องภายในจิตของผู้ปฏิบัติ ผู้ปฏิบัติพึงระวังจิตเสมอ ให้มีสติรู้เท่าทันและมีสัมปชัญญะรู้อย่างที่มันเป็น คือ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นเพียงเท่านั้น
ผู้ปฏิบัติหลายคน ที่อาจเห็นตนเองเป็น กลุ่มก้อนและแปรปรวนสลายไป หรือเป็นกลุ่มก้อนใหม่ของสิ่งใหม่แล้วก็แปรปรวนสลายไปอีก นี่คือการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ของทุกธรรมชาติในโลกนี้ รับรู้เพียงนี้ ก็พอแล้ว…
จงวางไปเสีย อย่าเก็บมาพิจารณาต่ออีก

ผู้ปฏิบัติพึงเข้าใจด้วยปัญญาว่า สิ่งเหล่านี้เป็นการแสดงตัวของสัจธรรมที่มีอยู่ในธรรมชาติเท่านั้น คือการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับสลายไป
ย้ำนะคะว่า หน้าที่เราคือ รู้เท่าทันทุกประสบการณ์ที่เกิดขึ้น
รู้ว่ามันไม่มีสาระใดๆเลย ทุกอย่างเป็นเพียง ประสบการณ์อนิจจัง ที่ขึ้นมาเปลี่ยนแปรไปมาให้เราเห็น แบบนี้บ้าง แบบนั้นบ้างเท่านั้นเอง

▪️ ประเด็นสุดท้ายที่อยากจะเพิ่มเติมคือ ให้เห็นสิ่งต่างๆ สภาวะธรรมต่างๆ อาการบนกายต่างๆ สภาวะที่เกิดขึ้นในใจต่างๆ ยังไม่ใช่ “แก่นแท้” ของการเข้าถึงธรรมะอย่างแท้จริง

เพราะตัววัดค่าของธรรมะที่เราได้อย่างแท้จริงนั้น หาได้วัดจากสภาวะธรรมที่ปรากฏแต่อย่างใด
แม้หลวงปู่ครูอาจารย์ในสายกรรมฐาน ท่านก็กล่าวเตือนผู้ปฏิบัติในทำนองนี้เสมอ ว่าสิ่งต่างๆที่ปรากฏขึ้นเป็นธรรมดาของผู้ปฏิบัติจิต และหาใช่เป้าหมาย หรือแม้แต่ความก้าวหน้าในทางจิตไม่

หากผู้ปฏิบัติไปหลงใส่ใจกับมัน คิดว่ามันเป็นความอัศจรรย์ หรือความก้าวหน้าในธรรมปฏิบัติ โอกาสในความก้าวหน้าอย่างแท้จริงก็จะหมดไปด้วยความเห็นผิดนี้
เพราะความเห็นผิดนี้ จะไปกระตุ้นกิเลสที่ชื่อว่า “มานะ” ให้ทำงาน
มานะ มีในปุถุชนทุกคน นอนเนื่องอยู่ในจิต เป็นอนุสัยกิเลส (มานานุสัย) เป็นสิ่งละยาก เพราะแนบชิดกับความเป็นตัวเรา เราจึงมองมันไม่เห็น ไม่รู้จักตัวมัน ไม่รู้ว่ามันกำลังทำงานอยู่

ตัวมานะ…ความสำคัญตน เกิดขึ้นเป็นปกติในทุกระดับชั้นของปุถุชน เช่น ถือว่าตนเป็นใคร คือใคร ตนเป็นอะไร
แต่…ถ้ามานะเกิดขึ้นในขณะปฏิบัติ มานะนี้คือตัวที่ทำให้ผู้ปฏิบัติ มักสำคัญตน เข้าข้างตน
เช่น สำคัญว่าตนได้ธรรมะ ตนเกิดปรากฏการณ์พิเศษ ตนมีความสามารถทางจิต ตนปฏิบัติได้ผลสูงกว่าคนอื่น ตนได้ฌาน ตนได้ภังคญาณ ตนเป็นพระโสดาบัน ฯลฯ สิ่งที่ปรากฏในจิตของตนแสดงความก้าวหน้าในธรรมของตนขั้นนั้นขั้นนี้ เป็นต้น
นี่… ย่อมไม่ใช่ความจริง มาเสียเป็นส่วนมาก
พึงทราบว่า…กิเลสตัว ’มานะ‘ นี้จะถูกถอนรากโคนออกไปสิ้น ต้องบรรลุเป็นพระอรหันต์เท่านั้น
พระพุทธองค์จึงให้ทรงมีสติรู้เท่าทัน ตามหลักไตรลักษณ์ รู้เท่าทันทุกประสบการณ์ด้วยสัมปชัญญะ คือรู้มันอย่างที่มันเป็นอยู่ โดยไม่ไปใส่ใจทำอะไรต่อ ไม่แม้กระทั่งใส่ใจทำความเข้าใจกับมัน หรือคิดว่ามันคือสิ่งนั้นสิ่งนี้ เรากำลังได้ธรรมะแบบนั้นแบบนี้
ตัวธรรมะที่แท้จริงที่เราจะได้นั้น จะเป็นปัญญาส่วนลึก ที่เข้าไปขจัดกิเลสในจิตของเรา
ตัวปัญญาแท้นี้ต่างหากคือสิ่งที่ “matter most“ สำหรับผู้ปฏิบัติ
ที่เราปฏิบัติธรรม เพียงเพื่อสิ่งเดียว คือเพื่อให้ปัญญาตัวนี้เกิดขึ้น ปัญญาตัวนี้ที่เรียกว่าวิชชา ตรงกันข้ามกับอวิชชา หรือความหลง
ดังนั้นไม่ว่าจะเกิดสภาวะธรรมใดก็ตาม ผู้ปฏิบัติเพียงตามดูมันไปเฉยเฉย ไม่หยิบยกมันขึ้นมาเอะใจ
ดูมันไปพร้อมพร้อมกับวางมันไป…
ก็เท่ากับเราได้วางกิเลสออกไปด้วยทุกครั้ง
เราต้องดูมันไป ดูอย่างวางมันทิ้งโดยสิ้นเชิงให้ได้ หากเราทำเช่นนี้ได้จริงๆเท่านั้นตัวปัญญาที่แท้จึงจะเกิดขึ้นภายในจิตส่วนลึกของเรา
เพราะเมื่อเราวางลงไปในแต่ละขณะ สังขารย่อมไม่เกิด ในขณะนั้น กิเลสก็ถูกขจัดออกไป ในขณะนั้น กิเลสตัวหลงเห็นความเป็นตัวตนก็ถูกขจัดไปในขณะนั้น
เมื่อความหลงเป็นตัวตนหมดไป ปัญญาซึ่งคือสิ่งตรงข้ามกับความหลงจึงเกิดขึ้น
เมื่อทำต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ปัญญาเห็นตามจริงของสรรพสิ่งในธรรมชาติ ก็เกิดขึ้นแทนที่อวิชชาไปเรื่อยๆ
เมื่ออวิชชาสิ้นไปๆ สังขารใหม่ย่อมไม่เกิด และก็จะไปหมุนเป็นวงล้อของปฏิจจสมุปบาท เป็นลำดับขั้นไป ถึงการ ดับภพดับชาติ ดับสังสารวัฏฏ์ ในที่สุด

▪️ ดังนั้นโดยสรุป สภาวธรรมสารพัน หาใช่สาระสำคัญที่เราต้องไปใส่ใจทำความเข้าใจอะไรไม่
อะไรที่มันจะเกิด ไม่ว่าจะเป็นสภาวะธรรมที่ตื่นตาตื่นใจเพียงใดมันก็เท่านั้นเอง
มันเกิดเพราะมีเหตุปัจจัยของมันอยู่ และมันก็จะดับไปเมื่อเหตุปัจจัยของมันดับ
หน้าที่เราเพียงตามดูตามรู้สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นอย่างชาญฉลาดว่า มันเป็นแค่สิ่งให้เรา ‘รู้’ แล้ว ’ละ‘ เท่านั้น
เมื่อมันเกิดอยู่ เราก็แค่ใช้มันเพื่อฝึกสติตามรู้ ฝึกปัญญาตามวาง ใช้มันเพื่อให้ตามรู้เท่าทันถึงความไม่เที่ยงของมันเท่านั้นเอง
“เมื่อรู้” ก็รู้ให้จริง คือรู้ว่ามันเทียม แล้ววางเสีย

“เมื่อวาง” ก็ต้องวางมันลงอย่างสนิทให้ได้เท่านั้นเอง
ความจริงอันเป็น ‘ของแท้’ ที่อยู่เบื้องหลัง จึงจะปรากฏได้

ของแท้ก็คือปัญญา
ปัญญาแท้ จึงจะดับอวิชชาได้

6 พ.ย. 68