ที่ปฏิบัติอยู่ผิดหรือไม่ ขอคำแนะนำ
2. การสำรวจเวทนาในปัจจุบันที่บ้าน 1 ชม. ไม่เจอความหยาบหรือเจ็บความปวด (เวลาปฏิบัติ10วันก็เจอน้อยมาก ส่วนใหญ่จะพบในDay 4-6) และบางทีเราก็รับรู้เวทนาทั่วร่างกายพร้อมกัน (อาจจะไม่ได้ชัดมาก แต่รู้สึกได้ตั้งแต่ศรีษะจรดเท้า) ซึ่งอาจารย์ในหลักสูตรท่านเดียวกันนี้ก็แปลกใจว่าทำไมการปฏิบัติของเราถึงไม่เจอความเจ็บปวด แล้วเจอแต่ความละเอียดอ่อนไปทั่วร่าง และอาจารย์ก็บอกว่าการรับรู้เวทนาทั่วร่างที่เกิดขึ้นนั้นมันไม่ใช่
Q: จึงอยากถามอาจารย์ว่าการเจอเวทนาแบบนี้ เกิดจากการที่เราปฏิบัติผิดรึเปล่าคะ ตอนนี้สงสัยไปหมดว่าผิดพลาดจากอะไร รบกวนอาจารย์กรุณาชี้แนะ อธิบายให้คลายสงสัยด้วยค่ะ
กราบขอบพระคุณมากค่ะ
A : ข้อ 1. ไม่ต้องจริงจังมาก จะสำรวจแบบไหนใช้ได้หมดค่ะ ไม่ตายตัว จะลึกหรือตื้นก็ได้ ขอให้เป็นไปตามธรรมชาติที่เมื่อสำรวจแล้วใจมีความเป็นกลางอยู่ สมดุลอยู่ ใจสงบอยู่ มีใจที่เบาและผ่อนคลาย ซึ่งกผ่คือ ใจเป็นอุเบกขา
วิธีการสำรวจจึงไม่ต้องใส่ใจมากมายจนเป็นกระบวนการว่าแบบนี้ถูก แบบนี้ผิดค่ะ
ถูกทั้งนั้น ถ้าใจกำลังทำงานตามรู้สึกตัวด้วยสติในทุกๆขณะ จะรู้สึกตัวที่บริเวณไหนแบบไหน ได้ทั้งนั้น ตราบใดที่ใจเป็นกลางอยู่ ไม่ปรุงแต่งอะไรในสิ่งที่รู้สึกอยู่
เพราะการสำรวจจะแบบใดก็ตาม ก็เพื่อให้ใจได้ฝึกฝนความเป็นกลาง ความมีอุเบกขาเท่านั้น
แต่การสำรวจแบบทะลุด้านหน้ามาหลังนั้น ไม่จำเป็นต้องทำค่ะ ท่านไม่ได้ให้ทำตลอดเวลา
แต่ถ้าจะทำ ก็ให้เมื่อร่างกายมีเวทนาที่เบาอ่อนละเอียดทั่วๆไปก่อน ก็ค่อยสำรวจเข้าไปรู้สึกภายในกายดูบ้าง เท่านั้น
ที่ว่าดูเวทนาภายในร่างกาย ก็ไม่เชิงว่าเป็นระดับลึก แค่เรารับรู้ภายในกายก็ทำได้ค่ะ ถ้าเขาเข้าไปรู้เอง
เวลาที่จิตเป็นกลางได้จริงจิตวางได้อย่างสงบจริง จิตที่เป็นอุเบกขา ไม่ต้องไปพยายามรู้ เขาก็ทำงานเข้าไปรับรู้เองได้อยู่แล้ว
เวทนาทั้งภายนอกดาย ภายในกาย เป็นความจริงที่ปรากฏทั้งนั้นค่ะ ความจริงในแต่ละขณะที่ปรากฏมาให้เราตามรู้ด้วยสติ และก็จบลงที่รู้นั้น ไม่ปรุงต่อ ไม่มีชื่อ ไม่มีค่า ที่ อจ ท่านในคอร์สบอกหนูว่า เวทนาในส่วนลึกมันไม่ใช่ความจริง อจ ท่านคงหมายความว่าเวทนาเหล่านั้นเป็นเพียงความไม่เที่ยงรูปแบบหนึ่ง ชื่อเรียกก็เป็นเพียงสมมุติ จึงไม่ใช่ความจริง แม้เวทนานอกกายก็ไม่ใช่ความจริงค่ะ เป็นเพียง ปรากฏการณ์ของความไม่เที่ยง ที่ปรากฏในรูปแบบต่างๆ ตัวชื่อของเวทนาไม่ว่าจะเป็นความเจ็บ ความร้อน ความคัน ความสบาย ก็ล้วนแล้วแต่ไม่ใช่ความจริง เป็นชื่อเรียกในระดับสมมุติเท่านั้น ในระดับลึกในทางธรรม ความรู้สึกเหล่านี้ ล้วนไม่ใช่ความจริงแม้แต่อันเดียว ทุกเวทนาเป็นเพียงตัวอนิจจังที่มีชื่อเรียกแตกต่างกันไป
A: ข้อ 2. เป็นปกติค่ะ บางครั้งก็อาจไม่เจอเวทนาหยาบเลย บางครั้งก็อาจเจอแต่เวทนาหยาบ เพราะทั้งหมดทั้งปวงนั้นคือความเป็นอนิจจัง
ทุกๆ เวทนามี สาเหตุ ที่เป็นเหตุปัจจัยให้เกิดขึ้นแตกต่างกันไป ดังนั้นเราย่อมไม่ทราบว่านี้เกิดจากเหตุปัจจัยตัวไหนแน่ ที่มารวมกันทำให้เกิดเวทนาประเภทต่างๆ
จึงไม่มีผิดอะไรถูก ว่าเราจะเจอเวทนามีแต่ความอ่อนเบา หรือเราจะมีเวทนาที่มีแต่ความหยาบ
ไม่ต้องไปใส่ใจประเภทของเวทนาเลยค่ะ มันไม่มีความสลักสำคัญอะไรเลยแม้แต่น้อย
ทุกเวทนาคือความไม่เที่ยงชนิดต่างๆเท่านั้น
จึงไม่ใช่เรื่องที่แปลกอะไรที่เราจะมีเวทนารูปแบบใด ในเวลาไหน
เรามีหน้าที่รับรู้มัน ตามที่มันปรากฏ ก็จบเพียงเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องทำความเข้าใจว่าทำไมจึงเป็นเช่นนี้เช่นนั้น
ก็เพราะมันเป็นเช่นนี้เช่นนั้นของมัน ก็เพราะมันเป็นความจริงในนี้ของมันในครั้งนี้ มันก็เท่านั้นเอง
เราเป็นผู้ทำหน้าที่มีสติตามรู้ และวางมันลงด้วยใจเป็นอุเบกขา เพียงเท่านั้น งานอื่นไม่มี
ดังนั้นจึงไม่ต้องไปใส่ใจสงสัย หรือไปแก้ไขอะไรมัน แค่ตามดูตามรู้มันอย่างที่มันเป็นก็จบแล้วค่ะ
Q: ติดใจในประเด็นที่ว่าอจ.ท่านนั้นบอกว่าการปฏิบัติที่ผ่านมามันไม่ใช่และให้แก้ไข และพอเราอธิบายอจ.ท่านก็บอกว่าคือยังไม่ยอมรับว่าผิด ตรงนี้น่ะค่ะที่ติดใจว่าเอ๊ะ...มันผิดยังไงนะ เพราะเวลาที่นับรู้เวทนาส่วนลึกมันก็รู้ของมันไปเอง เลยไม่ทราบจริงๆว่ามันผิดยังไงน่ะค่ะ จากที่อธิบายมาในข้างต้นก็ตอบคำถามแล้วว่าการปฏิบัติทีผ่านมาไม่ได้ผิดอะไร แต่ติดใจที่ประเด็นการตอบและอธิบายของอจ.ท่านนั้นมากกว่า เพราะอาจจะทำให้เราไปอีกทางเลยค่ะ
A: ปฏิบัติไม่ผิดหรอกค่ะ แต่อาจจะแตกต่างจากประสบการณ์ของอาจารย์ท่านนั้น หรือ อาจเป็นเรื่องของการสื่อสาร ที่ต่างมีมุมมองต่างกันเท่านั้นก็ได้ค่ะ
ตราบใดที่ทุกประสบการณ์เรามีใจที่สงบ เป็นกลางอยู่ มีสติรู้อยู่ มัสัมปชัญญะรู้วางมันอยู่ มีสมดุลย์ และไม่ยึดมั่นมัน แค่รู้และวางมันไป ก็ถูกอยู่ค่ะ
ไม่ยึดหรือใส่ใจว่าเรามักสำรวจ แบบ symmetry ไม่ยึดไม่ใส่ใจว่าเรามักมีเวทนาแบบเบา หรือแบบหนัก หรือแบบไหนๆ
อะไรก็ตามที่เกิดบ่อยๆ มันก็อาจเพราะมีเหตุปัจจัยแบบที่ทำให้เกิดเวทนานั้นบ่อย เท่านั้นเองค่ะ
20 พ.ค. 68