← 🍃ธรรมมรรคา
26021 ก.พ.69อ่าน ~17 นาที

สัมมาสมาธิ มิจฉาสมาธิ (อธิบายความแตกต่าง)

❓ ปุจฉา (คำถาม)
รบกวนช่วยอธิบาย สัมมาสมาธิให้หน่อยได้ไหมครับ ว่าเป็นอย่างไร ต้องประกอบด้วยอะไรบ้าง แล้วมิจฉาสมาธิเป็นอย่างไร เข้าใจว่าทั้งคู่ต่างก็มีลักษณะของจิตสงบเหมือนกันไหมครับ // ขอบคุณครับ
💡 วิสัชนา (คำตอบ)

A: 🌿“อธิบาย สัมมาสมาธิ”🌿
สัมมาสมาธิ คือสมาธิที่เป็นบาท เป็นฐาน เพื่อพัฒนาภาวนาปัญญาให้ถึงพระนิพพาน หลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง
เป็นสมาธิที่ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของจิตที่มีศีลที่บริสุทธิ์

สัมมาสมาธิจะเป็นสมาธิตั้งแต่ระดับปฐมฌาน เป็นต้นไป แต่ในบางที่ท่านรวมตั้งแต่ขั้นอุปจารสมาธิเป็นต้นไป

สมาธิมี 4 ระดับ ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิ

▪️บริกรรมสมาธิ (Preliminary) สมาธิจากการใช้คำบริกรรมต่างๆ ให้จิตเริ่มมีที่ยึดเหนี่ยวไว้ที่คำบริกรรม
สมาธิเป็นระดับพื้นฐาน ยังรับรู้เสียง และสภาพแวดล้อมอื่นได้ชัดเจน รู้เวทนาต่างๆ ฟุ้งซ่านได้

▪️ขณิกสมาธิ (momentary)
เป็นสมาธิสั้นๆ เป็นขณะๆ คือมีสมาธิขณะสั้นๆ ไม่ต่อเนื่องติดต่อกัน เหมือนจุดประบนเส้นตรง ที่ไม่เชื่อมต่อกัน ไม่ต่อกัน ยังรับรู้เสียง และสภาพแวดล้อมอื่นได้ชัดเจนอยู่ ยังเจ็บปวด ยังฟุ้งซ่านมาก

▪️อุปจารสมาธิ (access)
สมาธิขั้นเฉียดฌาน เปรียบเสมือน จุดผ่านก่อนเข้าสู่สมาธิขั้นลึก โดยจิตมีความสงบ ตั้งมั่น ปลอดจากนิวรณ์ ไม่ฟุ้งซ่านเลยหรือน้อยมาก ยังคงได้ยินเสียง หรือรับรู้สภาพแวดล้อมรอบตัว และมีความรู้สึกถึงเวทนาทางกายบ้าง แต่รู้แบบห่างๆ เบาๆ และไม่รับรู้ว่าคืออะไร ใจจดจ่อมากขึ้น

ถ้าเป็นอุปจารสมาธิที่ใกล้ฌานมากๆ จะเริ่มไม่ค่อยรับรู้ภายนอกเลย นานๆก็อาจออกมานับรู้บ้าง ในบางช่วง
เป็นการมีสติรู้อย่างต่อเนื่องเป็นสายเหมือนเส้นด้ายที่ต่อกันเป็นช่วงๆ และจะเริ่มต่อกันยาวขึ้นๆๆๆ ตามกำลังสมาธิที่เพิ่มขึ้นๆ จนยาวแบบเส้นด้ายที่หนาแน่น ไม่ขาดตอนเลย ตัดขาดจากภายนอกทั้งหมดในที่สุด
ขั้นนี้เป็นสมาธิที่จิตผ่อนคลาย เป็นสุข และสงบมาก ใจมีความสุขมาก เพราะความสงบจากกิเลสที่ลึกซึ้งขึ้น

ยังมีการรับรู้บ้างแบบจางๆเช่น ได้ยินเสียง หรือรับรู้ความรู้สึกทางกายแต่ได้ยินเสียงเหมือนมาจากที่ไกลโพ้น แว่วมาบ้าง แต่ใจจะไม่พะวักพะวงเลย ไม่รับรู้ว่าอะไรเป็นอะไรเลย สิ่งกระทบจากภายนอกแทบไม่มีผลต่อการจดจ่อของจิตเลย แค่รู้ตัวอยู่ว่ามีสภาพแวดล้อมอื่นอยู่รอบๆตัว แต่รู้เหมือนเริ่มอยู่กันคนละโลก
สมาธิจะชัด ลึก ขึ้นมาก อาการต่างๆทางร่างกายก็สงบระงับลง ไม่เจ็บ ไม่เมื่อย ไม่ทุกข์ทรมาน

เหมือนคนเดินทางไกลที่แสนเหนื่อยล้าจนในที่สุดก็มาถึงสถานที่เป้าหมายแล้วและนั่งพักอยู่หน้าประตูแล้ว กำลังจะเปิดประตูเข้าบ้าน แต่ยังเปิดประตูเข้าไปไม่ได้

อุปจารสมาธิเป็นฐานสำหรับการเจริญวิปัสสนา การเจริญปัญญาเพื่อเห็นตามความเป็นจริง
เป็นการภาวนาที่เป็นสุขมาก แต่ไม่สงัดสนิทเท่าอัปปนาสมาธิ
อุปจารสมาธิมีความสงบ และมั่นคงในจิตสูงมาก แต่เป็นความสงบที่ยังหลุดได้ ไม่เข้มข้นลึกซึ้งเท่าอัปปนาสมาธิ
เหมือนการตั้งไข่ ที่ยังคอยประคองในท่าตั้งนั้นไว้ก่อน สมาธิลึกมากแต่ยังไม่เสถียร

▪️อัปปนาสมาธิ (absorption)
เป็นภาวะที่ลึกยิ่งและมั่นคงมากของจิต ไม่หวั่นไหวออกจากการตั้งมั่นนี้เลย จิตจะแนบแน่นเป็นหนึ่งเดียวกับอารมณ์กรรมฐานอย่างเต็มที่ (เอกัคคตาจิต)

จนความรับรู้ทางประสาทสัมผัสภายนอกทั้งหมดจะดับไปหรือเลือนหายไปหมดสิ้น

เปรียบได้กับคนที่ได้เข้าไปพักในบ้านแล้ว ปิดประตูหน้าต่างบ้านสนิทแล้ว ไม่รับรู้สิ่งภายนอกใดๆอีก

ใจมีความตั้งมั่นที่เข้มข้นที่สุด มีปีติแบบแผ่ซ่านทั้งตัว (rapture) และมีความสุขกาย ลมหายใจเหมือนไม่มีเพราะการสงบลง คือลมสงบลง จึงสุขสงบอย่างมาก สงบเย็นมาก ใจตั้งมั่นอย่างมั่นคงแน่วแน่ แต่อ่อนโยนไม่เกร็งตึงกระด้าง ใจมีความเมตตา มีความกรุณาเกิดขึ้น มีพรหมวิหาร 4 เกิดขึ้นมาเองภายใน

อัปปนาสมาธินี้ คือสมาธิขั้นฌาน คือได้ฌานแล้วนั่นเอง
มี 4 ระดับ (จัดตามแนวพระสูตร) คือ ฌาน 1-4 ได้แก่ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน ซึ่งแต่ละฌานจะมีความลึกซึ้งและสงบเพิ่มขึ้นเพิ่มขึ้นเป็นลำดับ
จนจิตเหลือแต่อุเบกขา

🌿 “มิจฉาสมาธิเป็นอย่างไร”🌿

เป็นสมาธิของคนนอกพระสัทธรรม ไม่มีศีลในพระพุทธศาสนาเป็นบาทเป็นฐานในการทำสมาธิประเภทนี้ ไม่ประกอบด้วยสติ
และไม่เป็นสมาธิที่มุ่งนิพพาน มุ่งขัดเกลาจิตให้ปลอดจากกิเลส
เป็นสมาธิที่เกิดจากการเพ่งอารมณ์กรรมฐานที่เป็นบัญญัติ

🌿“ความต่างของสัมมาสมาธิ กับมิจฉาสมาธิ” 🌿

คือการตั้งมั่นของจิตที่ถูกต้องประกอบด้วยสติ (สมาธิในองค์มรรค) มีความเบา สบาย รู้เท่าทันรูปนามตามจริงเพื่อปัญญาและนิพพาน

ความแตกต่างระหว่าง สัมมาสมาธิ กับมิจฉาสมาธิ
☘️ สัมมาสมาธิมี "สติ" ควบคู่เสมอ สติที่รู้นาม รู้รูป ไม่ใช่สติของคนทั่วไป
ส่วนมิจฉาสมาธิขาดสติชนิดนี้ รู้สึกตัวภายในไม่เป็น

☘️สัมมาสมาธิจะมีจิตจะเบา ละเอียดอ่อน มีความสุขสงบภายใน จิตควรแก่การงานทางจิต ขณะที่มิจฉาสมาธิ จิตจะหนักหน่วง แข็งทื่อ กระด้าง หรือซึมๆทื่อๆ ไม่สุขเย็น ไม่เบา

☘️สัมมาสมาธิต้องรู้รูปนามของตนตามจริง แบบเบาสบาย ผ่อนคลายสงบกาย สงบใจ ขณะที่มิจฉาสมาธิมักรู้ด้วยอาการ เพ่งจัด จดจ่อจัด เอาเป็นเอาตายเกิน และจะยึดติดแบบผิดๆ หรือหลงไปในนิมิต ที่ปรากฏ เห็นเป็นตุเป็นตะ เป็นจริงเป็นจัง หลงคิดว่าตนไปเจอนรกสวรรค์ เทวดาหลงว่าเห็นอดีตชาติ หรือเคลิบเคลิ้มหลุดจากสติ ลืมเนื้อลืมตัว

☘️สัมมาสมาธิ เป็นสมาธิที่จะทำให้ปัญญาเพื่อความดับทุกข์เกิดขึ้น แต่มิจฉาสมาธิมักมุ่งไปทางการมีฤทธิ์ จิตยังมีมานะ ทิฏฐิจัด กิเลสไม่ลดละ แต่เพิ่มพูนอัตตา

☘️สัมมาสมาธิจะลดกิเลสลง จะทำจิตให้บริสุทธิ์ขึ้นจากกิเลส ขณะที่มิจฉาสมาธิจิตไม่พัฒนาธรรม เป็นความสงบไปของการรับรู้ แต่ยังเต็มไปด้วยกิเลส และมีโมหะรุนแรง ถ้าได้สมาธิขั้นลึก ก็สามารถมีฤทธิ์ แต่เพราะกิเลสยังตัด จึงใช้ฤทธิ์ไปในทางบาป รวมถึงการฝักใฝ่ไสยเวท

สรุปคือ
สัมมาสมาธิ: เป็นปฏิบัติสมาธิ ด้วยจิตที่รู้สึกตัวทั่วถึง (มีสติ สัมปชัญญะ), จิตเบาสบาย แต่สติตามรู้อยู่, ไม่ข่มบังคับ, แต่ก็ไม่ฟุ้งซ่าน เพราะจิตสงบจากกิเลส

มิจฉาสมาธิ: ปฏิบัติแล้วเคร่งเครียด, เกร็งตึง, ยังมีโทสะ มีตัณหา หรือพวกที่ปฏิบัติแล้วเคลิ้ม เหม่อๆ ลืมเนื้อลืมตัว นิ่งๆแช่ๆ ดูเหมือนภายนอกเหมือนจะนั่งนิ่งสนิท แต่จริงๆจิตไม่รู้เรื่องอะไรเลยเพราะไม่มีสติ หรือรู้แต่กิเลสยังตรึม

Q: อาจารย์คะ ถ้าเช่นนั้นเราจะต้องทำสมาธิจนนิ่งถึงระดับ อุปาจารสมาธิ (access) ก่อนถึงจะเริ่มวิปัสสนาตามดูเวทนารึเปล่าคะ ที่ผ่านมาเหมือนระดับสมาธิที่นั่งประจำวันยังมีความฟุ้งซ่านอยู่ (ยังไม่น่าเฉียดญานขั้น access) แต่ก็ยังตามดูเวทนาที่เกิดขึ้นบนร่างกายด้วย แบบนี้ผิดไหมคะ

A: ไม่ต้องค่ะ วิปัสสนาใช้สมาธิระดับขณิกสมาธิทำค่ะ เพราะต้องตามทันจิตที่ไม่นิ่งนั้น ต้องตามให้เห็นการเกิดดับของกาย และจิต

แต่ถ้าคนที่ยังไม่เคยได้อุปจารสมาธิ มีแต่ขณิกสมาธิ ก็จะเหน็ดเหนื่อยมากหน่อย เมื่อเทียบกับผู้ที่เคยได้สมาธิขั้นอุปจารสมาธิและอัปปนาสมาธิมาแล้ว

การว่ายน้ำด้วยกำลังแขนขาของเราเพื่อไปให้ถึงฝั่งนิพพาน ไม่มีตัวช่วย
เทียบกับคนที่อยู่บนแพ ออกแรงใช้ไม้ถ่อแพถ่อไปบนผิวน้ำ เพื่อไปให้ถึงฝั่ง
คนถ่อแพไปย่อมไม่เหนื่อยเท่าว่ายน้ำเอง ทั้งยังไม่ต้องสู้กับคลื่นน้ำ สู้กับสัตว์ในน้ำ และอาจต้องจมหรือสำลักน้ำเป็นระยะๆ

หากมีสมาธิเพียงระดับขณิกสมาธิย่อมต้องคอยต่อสู้กับความพล่านไปมาของจิตตลอดเวลา พล่านไปกับเรื่องต่างๆ ซึ่งก็คือ จิตพล่านไปตามกิเลสในจิตที่เรียกว่านิวรณ์

ถึงแม้การได้สมาธิขั้นสูงขึ้นจะไม่เป็น prerequisite สำหรับการปฏิบัติวิปัสสนา…
(ผู้Post แปล prerequisite คือ จำเป็นต้องมีก่อน" หรือเป็น "เงื่อนไขบังคับ")
แต่จิตของคนมีสมาธิสูง จะกดข่มกิเลสไว้ได้ดี ทำให้การทำจิตให้มีความต่อเนื่องของสติจะสูงมาก ย่อมปฏิบัติได้ผลดีกว่ามากๆ และปฏิบัติอย่างมีความสงบสุขในจิตมาก ปฏิบัติก้าวหน้าเร็วกว่า เป็นสุขกว่า

เหมือนผู้ที่ออกศึกด้วยอาวุธพร้อม กองทัพมีกำลัง และสู้ศึกด้านเดียว เทียบกับทัพที่อาวุธไม่คม แถมต้องสู้ศึกหลายด้าน จึงเหน็ดเหนื่อยสาหัสกว่ามาก และพลาดล้มบ่อยกว่า จนบางครั้งอาจหนีทัพไปตั้งต้นใหม่เลยบางครั้ง

การทำสมาธิให้พัฒนาถึงขั้นอุปจารขึ้นไป ต้องทุ่มเทปฏิบัติค่ะ

สมาธิ ทำยากกว่าวิปัสสนามาก บางครั้งคนทำทั้งชีวิตก็ยังไม่ได้สมาธขั้นสูง ดังนั้น ท่านอาจารย์จึงให้มุ่งที่วิปัสสนา เพราะเราต้องมุ่งขจัดกิเลสในจิตไว้ก่อนค่ะ ถ้าเรามีเวลาให้กับการภาวนาน้อย เนื่องด้วยชีวิตทางโลกบีบอยู่ ท่านถึงว่าชีวิตฆราวาสนั้นเป็นหนทางเดินที่คับแคบนัก เพราะรกเรื้อไปด้วยความทุกข์บีบคั้นต่างๆ ของการมีครอบครัว การงาน ทรัพย์สินที่ต้องห่วงกังวล ฯลฯ

แต่ถ้าจะมุ่งก้าวหน้าเต็มที่…
ชีวิตเนกขัมมะ เช่น นักบวช ก็จะมีเวลาที่จะทุ่มเทฝึกสมาธิให้ได้ผลได้

สำหรับเราๆ ฆราวาส ก็ต้องอาศัยการปฏิบัติในคอร์สยาวๆ บ่อยขึ้น และต่อเนื่อง อาจทุก 6 เดือน อย่างน้อยต้องทุกปี ก็จะค่อยๆสะสมการพัฒนาจิตทางสมาธิได้ ทำต่อเนื่องนานปีไปก็จะชำนาญขึ้น เกิดความสามารถทางสมาธิเพิ่มขึ้นเรื่อยๆได้

อยู่บ้าน ทำวิปัสสนาไปค่ะ แต่จะเพิ่มเวลาเพื่อการทำสมาธิด้วยก็ย่อมมีประโยชน์ค่ะ เป็นการสะสมไป
สมาธิต้องใช้เวลานานในการฝึกต้องมีความเพียรสูง และจับหลักให้ถูก ต้องหมั่นอินทรีย์ที่เข้มแข็งไป
สะสมไปทุกๆวัน จะค่อยๆเข้มแข็งขึ้น

Q: สอบถามเพิ่มเติมครับ
แล้วถ้าเรานั่งสมาธิ จนรู้สึกว่าตัวไม่มี แต่ยังได้ยินเสียงภายนอก สงบ
เราจะเดินปัญญาตามแนวทางท่านอาจารย์โกเอ็นก้าได้อย่างไร เพราะจับเวทนาที่ปรากฏบนกายแถบจะไม่ได้
ขอคำแนะนำครับ

A: การเดินปัญญา ตามแนวทางเรา คือการมีสติตามรู้ความจริง(ของกายเราจิตเรา)ไปค่ะ
หากกายเหมือนไม่มี แต่จิตยังมีสติรู้อาการ ’เหมือนไม่มี‘ นั้นไปได้ ก็ยังเป็นวิปัสสนาค่ะ

วิปัสสนา ไม่จำเป็นต้อง “จับ” เวทนาให้ชัด ไม่ต้องจับอะไรให้ได้ ไม่ต้องไปรู้สิ่งที่ปรากฏอยู่ (ที่กาย) ขณะนั้นมันคืออะไร

แค่ตามรู้มันไป ตามเห็นมันไป จิตทันมันอยู่ จิตอยู่กับมันจริงๆ อยู่แค่แว่บเดียวก็พอ คือขณะแว่บนั้น จิตรู้มันเรื่องเดียวจริง ไม่ได้ส่งออกนอกไป ‘คิด’ เลย แค่ ’รู้‘ เฉยๆ
แต่ ‘รู้‘ ด้วยทั้งหมดของใจ
100% ของความสนใจขณะแว่บหนึ่งนั้นต้องอยู่ที่ตรงนั้นจริง งานจบแล้วในขณะนั้น
ขณะถัดไปก็เช่นกัน รู้เรื่องที่จิตไปสัมผัสต่อไป

21 ก.พ. 69