← 🍃ธรรมมรรคา
24611 มิ.ย. 68อ่าน ~28 นาที

ชีวิตคู่ในเส้นทางธรรม ต้องตัดสัมพันธ์ทางกายหรือไม่

❓ ปุจฉา (คำถาม)
สอบถามอาจารย์และแบ่งปันจากประสบการณ์ตรงจากผู้ปฎิบัติธรรม

ผมปฎิบัติธรรมมาระยะเวลา 3 ปี แฟนเข้าไปในคอร์สบ่อยกว่าผม

ผมไปมา 2 ครั้ง และพาลูกเข้าคอร์สสมาธิเด็กตลอดทุกๆ 2 เดือน

ผมปฎิบัติที่บ้านบ้างเรื่อยๆกับแฟน

พอดีแฟนไปปฎิบัติธรรมมาครั้งล่าสุด ก.ค.68

แจ้งผมว่า เห็นภาพอดีตที่มองว่า มีความทุกข์จากการมีเพศสัมพันธ์ และตั้งแต่วันเกิดเขา 10 มิ.ย. จะขอให้งดการมีเพศสัมพันธ์กันตลอดไป

ตอนนี้ผมก็ได้แจ้งภรรยาไปแล้วว่า ขอเวลา3เดือนในการลองตามคำขอ

แต่ถ้าไม่ได้จะขอหย่า

สอบถามอาจารย์ผู้ปฎิบัติครับว่า ผมควรทำเช่นไรดี หรือคู่อื่นมีปัญหาแบบนี้ไหม

ผมอายุ 53 แฟนอายุ 35 ลูก 11 ขวบ

ขอความเมตตาจากอาจารย์หรือศิษย์เก่าทุกท่านด้วยครับ

🍀คำตอบ
💡 วิสัชนา (คำตอบ)

A: ทั้งสองฝ่ายต้องเดินสายกลางค่ะ ไม่เช่นนั้นชีวิตในครอบครัวจะมีความทุกข์มากขึ้นค่ะ

ตามหลักธรรม การปฏิบัติธรรมเป็นเส้นทางแห่งความพ้นทุกข์ เป็นทางเดินไปสู่ความสุข ผู้ปฏิบัติธรรมอย่างถูกต้อง จะต้องค่อยๆมีความสุขภายในใจเพิ่มขึ้น ชีวิตมีความกลมเกลียวสมานฉันท์ที่ดีขึ้น มีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นทั้งในครอบครัวและในสังคมที่ตนอยู่

การที่มีความสุขเพิ่มขึ้น ก็เนื่องจากกิเลสภายในใจลดน้อยลงเป็นลำดับ แต่หากปฏิบัติธรรมไปแล้วความทุกข์(ในใจ) กลับเพิ่มพูนขึ้น แสดงว่ากำลังเดินทางสวนทางกับการพ้นทุกข์

ความเข้าใจต่อความทุกข์ และการพยายามแก้ไขความทุกข์ของผู้ปฏิบัติธรรมที่ยังเป็นปุถุชน ( = ผู้หนาด้วยกิเลส) ย่อมมีทั้งถูกทางบ้าง ผิดทางบ้างเป็นธรรมดา แต่มักผิดมากกว่าถูก เพราะปุถุชนมักหลงทางไปกับกิเลสโดยไม่รู้ตัว

ผู้ปฏิบัติบางท่าน เมื่อปฏิบัติแล้วอาจเกิดความคิด หรือเกิดภาพ หรือเกิดความเข้าใจ ในสิ่งที่เคยเป็นอดีตของตน และอาจเห็นความทุกข์ที่เกิดขึ้นในชีวิตที่เกี่ยวพันกับอดีตบางอย่างของตนได้

สิ่งเหล่านี้มีทั้งที่เป็นจริง และไม่ใช่ความจริง แต่เป็นผลของสัญญาเก่า ของสังขารเก่า ที่ถูกอนุสัยกิเลสในจิตครอบงำอยู่ ทำให้เกิดการปรุงแต่งจิตขึ้นมาใหม่ ให้มีความคิด ความเห็น ความเข้าใจ แบบต่างๆขึ้นมาได้

ดังกล่าวว่า…

“ผู้ปฏิบัติอาจเห็นจริง แต่สิ่งที่เห็นนั้นมักไม่จริง”

สิ่งที่ปรากฏในจิตที่ดูเหมือนจะจริงเหล่านั้น แท้จริงเป็นปรากฏการณ์อันเกิดจากสังขารการปรุงแต่งเก่าๆ ของตน จึงยังเชื่อถือไม่ได้ นำมากำหนดชีวิตไม่ได้ (เว้นแต่เสียแต่ผู้ที่เห็นนั้นเป็นพระอริยบุคคลที่มีจิตบริสุทธิ์ผ่องใสจากกิเลสแล้ว)

สิ่งที่ปรากฏในจิตที่ดูเหมือนจะจริงเหล่านั้น แท้จริงเป็นปรากฏการณ์อันเกิดจากสังขารการปรุงแต่งเก่าๆ ของตน จึงยังเชื่อถือไม่ได้ นำมากำหนดชีวิตไม่ได้ (เว้นแต่เสียแต่ผู้ที่เห็นนั้นเป็นพระอริยบุคคลที่มีจิตบริสุทธิ์ผ่องใสจากกิเลสแล้ว)

ตราบใดที่บุคคลยังไม่ใช่พระอริยเจ้าที่มีจิตผ่องใสไร้กิเลส เขาย่อมจัดการกับความทุกข์ที่เกิดขึ้นกับตนไปตามความเข้าใจ หรือความนึกคิดตน ซึ่งเป็นความเข้าใจและความนึกคิดที่ถูกครอบงำด้วยความไม่บริสุทธิ์ในใจ (อนุสัยกิเลส) ของตนเสมอ

การที่ผู้ปฏิบัติหลายๆท่าน ได้เห็นความทุกข์ต่างๆ ขึ้นมาในขณะปฎิบัติ เป็นเรื่องปกติโดยแต่ละท่านจะมีประสบการณ์ต่างๆกันไป

นี่คือ ‘สังขารเก่า’ ของเขาที่กำลังปรากฏขึ้นมา

หากทว่า ผู้ปฏิบัตินั้นๆ เมื่อได้เห็นความทุกข์ที่เกิดขึ้นในจิตจากสังขารเก่าแล้ว เขาวางใจให้ถูกธรรมถูกทางไม่เป็น เพราะใจตนยังที่มีกิเลสฝังแฝงแน่นอยู่ ย่อมจะปรุงแต่งจิตร่วมไปกับความทุกข์นั้นไปในแบบต่างๆ ไปปรุงแต่งว่าชอบ ว่าชังมัน

การปรุงแต่งจิตใหม่ขึ้นนี้ คือการสร้าง ‘สังขารใหม่’

การปรุงแต่งจิต หรือ การสร้างสังขารใหม่นี้ ก็ล้วนเกิดจากอนุสัยกิเลส ความไม่บริสุทธิ์ ที่สั่งสมอย่างลึกล้ำในจิตคนเรามาช้านานนับไม่ถ้วนชาติ แม้ผู้ปฏิบัติที่ชำนาญ ก็ยังอาจไม่รู้เท่าทันมันทุกครั้งได้

หากผู้ปฏิบัติ ไม่รู้เท่าทันจิต(ที่ไม่บริสุทธิ์ของตน) ด้วยสติ ด้วยปัญญาที่มีอุเบกขาเป็นหลักในใจ ย่อมทำให้ผู้นั้นดิ้นรนหาทางออกจากทุกข์ ด้วยวิถีทางที่คลาดเคลื่อนจากธรรมะได้ เพราะกิเลสพาหลงออกนอกทางไป

กิเลสเก่าหรือสังขารเก่า ที่คนเราไม่มีสติรู้เท่าทัน จะพาให้บุคคลสร้างสังขารใหม่ กลายเป็นยิ่งเพิ่มพูนกิเลสใหม่ขึ้น และยิ่งก่อกรรมใหม่ขึ้น

ขอยกกรณีที่เคยได้รับทราบมา มีผู้ปฏิบัติชายผู้หนึ่งเมื่อไปปฏิบัติธรรม เกิดทุกข์ใจจากความสำนึกในโทษเกี่ยวกับการความผิดศีลข้อสามในอดีตของตน ได้โทษเมถุนธรรมว่าเป็นเหตุแห่งบาปผิดศีลของตน จึงมุ่งมั่นตั้งใจที่จะขจัดบาปนี้ออกไปด้วยการขจัดโอกาสที่จะเสพเมถุนทั้งปวงออกจากชีวิตอย่างเด็ดขาด รวมทั้งการมีสัมพันธ์กับคู่ครองตนที่ถูกทำนองคลองธรรม

ด้วยคิดเห็น เข้าใจว่าเอาว่า เมถุนธรรมคือตัวบาปที่ต้องขจัดทิ้งทั้งหมด ดังนั้นแทนที่เขาจะใช้ชีวิตครองคู่อย่างถูกทำนองคลองธรรมให้เป็นปกติ ชีวิตที่ไม่ผิดศีล ไม่ผิดธรรม หันมาเกื้อกูล มานำความสุขสงบเย็นให้กับครอบครัวอย่างถูกทาง เขากลับไปพยายามจัดการขจัดการเสพเมถุนด้วยคิดว่าคือเหตุให้เขาเกิดบาปเกิดทุกข์ จึงทุ่มเทกายใจไปกับการควบคุมตนเองอย่างหนัก ควบคุมคู่ครอง ควบคุมคนในครอบครัว คนร่วมงาน คนที่ตนต้องเกี่ยวข้องทั้งหมด ควบคุมสภาพแวดล้อม ฯลฯ ด้วยเข้าใจว่า เมื่อทำเช่นนี้แล้วตนก็จะได้ไม่มีโอกาสเสพเมถุนอีก เมื่อไม่เสพ ก็จะได้ไม่ทุกข์อีก

แท้จริงแล้ว นี่ไม่ใช่การขจัดกิเลสภายในจิตของตนเลย

หากนี่เป็นการดำเนินชีวิตอย่างสุดโต่งเกินไป อันเกิดจากการที่สติตามรู้ไม่ทันกิเลสภายในใจ จิตไม่มีปัญญาในธรรมะอย่างถูกทาง จึงไม่เข้าถึงอุเบกขาที่ยังจิตให้ปล่อยวางความยึดมั่นต่างๆอย่างค่อยเป็นค่อยไป เป็นธรรมชาติ

ผู้ปฏิบัติพึงทราบว่า การเดินสายกลางจึงจะเป็นการดำเนินในธรรมะอย่างถูกต้อง โดย ไม่สุดโต่งไปข้างใดข้างหนึ่ง การตึงเกินไปย่อมไม่ใช่ทางสายกลาง การย่อหย่อนหลงระเริงเกินไปก็ไม่ใช่ทางสายกลาง ทั้งสองทางนั้นจะนำไปสู่ความทุกข์

ในคำสอนของท่านอาจารย์ในธรรมบรรยาย ก็มีอยู่…

ที่ท่านว่า…บางคนที่เห็นความทุกข์ อันเกิดจากการไปรับรู้อารมณ์ภายนอก ทางตาบ้าง ทางหูบ้าง ทางจมูกบ้าง ทางลิ้นบ้าง ทางสัมผัสบ้าง และทางใจบ้าง ก็ไปคิดว่าเพราะมีสิ่งเหล่านี้ ทำให้ตนต้องทุกข์ ต้องทำบาป จึงมุ่งไปแก้ไขที่สิ่งภายนอกเหล่านั้น เช่น เขาต้องทำลายดวงตาเสีย จะได้ไม่เห็นต้องดูอีกกระนั้นหรือ? ต้องตัดหูทิ้งไปจะได้ไม่ต้องฟังอีกกระนั้นหรือ? ตัดลิ้น ตัดจมูก หรือต้องฆ่าตัวตายไปเสียเลย จะได้ตัดใจจากกามได้กระนั้นหรือ?

บางคนไม่ทำร้ายตัวเองเพราะยังรักตัวกลัวทุกข์ ก็เลยกลับหันไปพยายามบีบคั้นสภาพรอบตัวแทน จึงกลายเป็นการบีบคั้น ทำร้ายผู้อื่นที่รักตนโดยไม่รู้ตัว

การพยายามไปจัดการกับอารมณ์ภายนอก เช่น การไปตัดโน่น ตัดนี่ ห้ามโน่น ห้ามนี่ บังคับสิ่งนั้น สิ่งนี้ เปลี่ยนแปลงคนนั้นคนนี้ เรื่องนั้นเรื่องนี้ จัดการกำจัดบีบคั้นสภาพต่างๆนอกตัวทั้งหลายที่ตนคิดเห็นว่าเอาเองว่าเป็นสาเหตุแห่งความทุกข์ หรือความชั่วร้ายในจิตตนให้หมดไป เป็นการส่งจิตไปแก้ไขภายนอก ที่ไม่ได้แก้ที่เหตุของปัญหาแม้แต่น้อย

ยิ่งถ้าการกระทำเหล่านี้ ส่งผลทำให้ผู้อื่นในชีวิตต้องทุกข์ใจด้วยแล้ว เท่ากับเป็นการก่อบาปอกุศลใหม่ๆขึ้นมาด้วย ครอบครัวจึงดำเนินชีวิตไปอย่างไร้สุข นี่ย่อมไม่ใช่การเดินทางบนเส้นทางธรรม เส้นทางที่ควรจะนำความสุขมาสู่ตน และครอบครัวมากขึ้น

เราต้องเข้าใจให้ถูกต้องว่า

“ทุกข์เกิดที่จิต ดับทุกข์ก็ต้องดับที่จิต”

จะไปดับทุกข์ที่สภาพภายนอกไม่ได้ ต้องปฏิบัติที่จิตของเราเองจนจิตคลายจากทุกข์ไปเอง แม้สภาพรอบตัวจะยังเหมือนเดิม แต่จิตที่ไม่ทุกข์ไปกับมัน ก็จะไม่มีทางทุกข์ใจได้เลย

จริงอยู่…การเสพเมถุน การเสพกามอารมณ์ทุกชนิด ย่อมเป็นเหตุให้นิพพานเนิ่นช้า เกิดความยึดติดด้วยความพอใจความใคร่ในสุขจากกาม ติดใจในกามคุณ

พึงเข้าใจว่า ‘กามคุณ’ ไม่ใช่แค่การเสพเมถุนธรรมเท่านั้น แต่รวมถึงอารมณ์ที่น่าพอใจทางกามทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น รูปสวย รสอร่อย กลิ่นหอม เสียงเสนาะ สัมผัสสบาย อันชวนให้ชอบใจพึงใจทุกประการ

แต่ผู้ที่จะละการอยากในกามคุณเหล่านี้ได้อย่างถูกต้อง ละได้โดยสิ้นเชิง เขาจะต้องละอย่างค่อยๆเป็นไปตามธรรมชาติ ละไปทุกๆขณะเมื่อธรรมะในจิตของตนเลื่อนขั้นไปเป็นลำดับ ไม่ใช่จากการสั่งตนเอง กดข่มตน ให้ละ ให้เลิก

หาก ละ เลิก ได้อย่างแท้จริงนั้น จิตของคนผู้นั้นจะต้องมีความปล่อยวาง คลายความยินดี พึงพอใจ จิตจะหมดความสนใจในสิ่งนั้นลงได้อย่างสิ้นเชิง เป็นการปล่อยที่จิตมีความสงบ อ่อนโยนเบาใจ ไม่มีความเข่นแข้ง แข็งขืน เกร็ง กดข่มใดๆหลงเหลืออยู่ในใจแม้แต่น้อย

จิตจะได้อิสรภาพจากสิ่งนั้นโดยสิ้นเชิง จิตหมดพันธะเกาะเกี่ยวกับสิ่งนั้นแล้วอย่างแท้จริง เหมือนกับการได้สลัดทิ้งรองเท้าเน่าคู่เก่าทิ้งขยะไปแล้ว ย่อมไม่เก็บมันมาใส่อีก ไม่ไปเหลียวแลสนใจมันอีก ไม่ต้องไปทำใจกดข่มความอยากต่อมันอีก ฉะนั้นแล

พึงสังเกตว่า เมื่อจิตปลอดโปร่งจากบาปกรรมข้อใดได้จริง จิตจะต้องไม่ไปรู้สึกรังเกียจเดียดฉันท์มันอีก ความรังเกียจนาๆ เป็นอาการของโทสะกิเลสที่มีต่อสิ่งเหล่านั้น ไม่ใช่การวาง

ถ้าจิตหลุดพ้นจากมันได้จริง เป็นอิสระจากมันได้จริง จิตจะไม่ไปข้องเกี่ยวกับมันอีก เพราะวางมันทิ้งไปแล้ว

การที่จิตยังไปมีปฏิกิริยาต่อมัน ไปผลักไส ไปรังเกียจ ไปกดข่ม บังคับมัน ฯลฯ ยังไปยุ่งกับมัน แสดงว่าจิตยังข้องเกี่ยวกับมัน หาได้เป็นกลาง เป็นอิสระจากมันไม่

ความรังเกียจ เดียดฉันท์ ผลักไส กดข่ม คือโทสะกิเลสทั้งนั้น

กลายเป็นความพยายามขจัดกิเลสตัวหนึ่ง โดยใช้กิเลสอีกตัวหนึ่งมาขจัด พยายามขจัดราคะกิเลส ด้วยโทสะกิเลส

ผลที่ได้คือราคะกิเลสไม่ได้ลดลง แม้แต่น้อย แต่โทสะกิเลสกลับเพิ่มพูนขึ้น ตลอดเวลา

สิ่งใดที่เราพยายามกดข่มมันไว้อย่างไม่เป็นธรรมชาติ ข่มด้วยใจรังเกียจเดียดฉันท์ว่ามันไม่ดี แท้จริงแล้ว เรากำลังขยายสิ่งนั้นให้ยิ่งฝังแฝงแน่นลึกอยู่ในจิตของเรามากขึ้นๆ

ทั้งนี้ เพราะเราไม่ได้ขุดรากถอนโคน ไม่ได้ชำระล้างมันออกไปจากใจของเรา ด้วยการมีสติเท่าทัน ด้วยมีปัญญารู้ตามความเป็นจริง ด้วยอุเบกขา แต่เรากดมันเข้าไปให้ลึกลงไปและเพิ่มพูนขึ้นไปทุกครั้งที่เราพยายามกดข่มมันไว้

การที่เราให้ความสำคัญกับสิ่งใด สิ่งนั้นจะมีกำลังมากขึ้น มีความสำคัญในจิตเรามากขึ้น และการให้ความสำคัญกับสิ่งนั้น ทำให้มันพอกพูนเติบโตขึ้นนั้น ทำได้ทั้งในสภาพ ‘การขยาย’ และ ‘การกดมา

🔹การทำให้มันมีความสำคัญด้วย ‘การขยาย‘ คือ การกระทำสิ่งนั้นมาก เสพสิ่งนั้นมาก

🔹การทำให้มันมีความสำคัญด้วย ’การกด’ คือ การกดข่มสิ่งนั้นมาก การบังคับสิ่งนั้นมาก การบีบคั้นตนเองมากเพื่อหยุดสิ่งนั้น

ทั้งสองนี้ คือทางสุดโต่งที่พระพุทธองค์ทรงห้ามไว้

(เสพมากเป็นกามสุขัลลิกานุโย กดข่มตนด้วยการบีบบังคับมาก เป็นอัตตกิลมถานุโยค)

เราต้องชำระกิเลสในใจตน ไม่ไปชื่นชอบ ไปเสพมาก หรือการไปชิงชัง ไปพยายามทำลายมัน ไปคิดว่ามันเป็นสาเหตุของกิเลสเรา จริงๆแล้ว เป็นกิเลสเราที่ออกไปเสพมัน จึงต้องหันกลับมาแก้ที่ใจตนที่กิเลสนอนเนื่องอยู่เท่านั้น

ดังนั้น แทนที่จะใช้กำลัง ใช้ความพยายาม ไปมุ่งขจัดอารมณ์ทางกามรอบตัว อันเป็นสิ่งภายนอก ผู้ปฏิบัติจะต้องเผชิญหน้ากับกิเลสในใจตนอย่างอาจหาญ ด้วยการปฎิบัติธรรมอย่างถูกต้อง อย่างต่อเนื่องไม่ย่อหย่อน ปฏิบัติอย่างผ่อนคลายมีความสงบภายในจิต ปฏิบัติอย่างเป็นกลาง

…แล้วจิตจะวางไปเอง เห็นมันเป็นสิ่งที่ไม่มีสาระ จิตจะไม่ข้องเกี่ยวมันได้เอง แต่จะไม่ใช่ด้วยความรู้สึกรังเกียจ การละ วาง ได้นั้นจะต้องเป็นความรู้สึกที่เย็นสงบ จิตปลอดโปร่งจากการยึดมั่นถือมั่นในสิ่งนั้น ไม่ได้เกิดจากการกดข่ม การพยายามทำลาย การผลักไส การเดียดฉันท์

ผู้ปฏิบัติต้องสามารถเดินก้าวไปข้างหน้า ท่ามกลางเปลวไฟ ขวากหนาม หรือโคลนตมโดยที่ผู้นั้นไม่มอดไหม้ ไม่บาดเจ็บ และไม่แปดเปื้อนเพราะจิตใจของเขาอยู่เหนือมันได้แล้วต่างหาก

เราย่อมไม่สามารถไปดับไฟภายนอก ไปเก็บกวาดสิ่งภายนอก ไปทำความสะอาดเส้นทางชีวิตทั้งหลาย ขณะที่เรากำลังเดินไปสู่พระนิพพานได้เลย แต่เราสามารถฝึกใจให้เดินย่ำอยู่บนกองทุกข์ของสังสารวัฏฏ์นี้ให้ได้ ด้วยใจที่เป็นอิสระจากมันต่างหาก

ผู้มีธรรมะอย่างแท้จริง จะต้องมีความสงบเย็นและทำให้บุคคลรอบข้างมีแต่ความสงบเย็นจึงจะถูกต้อง เรื่องการจะละกิเลส ไม่ใช่ละด้วยการตัดจากภายนอก แต่ต้องละด้วยการตัดกิเลสภายใน คือการภาวนาอย่างถูกต้อง รู้เท่าทันกิเลสของตนอย่างถูกต้อง

การที่ยังดิ้นรนวิ่งหนีมันทั้งหมดนั้น แสดงว่าจิตใจยังคงข้องเกี่ยวกับมัน จึงยังมีความชิงชังต่อมันอย่างเหนียวแน่น

ส่วนในกรณีที่เล่ามานี้ การที่ต่างฝ่ายต่างยื่นคำขาดต่อกันและกันนั้น ย่อมทำให้แก้ไขปัญหาไม่ได้อย่างแท้จริง เพราะต่างยังไม่ได้ใช้ธรรมะในการแก้ปัญหา ธรรมะนั้นเราไม่อาจไปกำหนดเวลาได้ ว่าภายในสามเดือนทุกสิ่งจะเกิดขึ้น หรือนับจากนี้ไปเราจะต้องทำเช่นนั้นเช่นนี้

ทั้งสองฝ่ายควรมีสติให้มาก สงบใจให้มากๆ อ่อนโยนมีเมตตาให้มากๆ ไม่เห็นความคิดตนถูก อีกคนผิด เข้าใจให้ถูกว่าทุกความเห็นของเราแต่ละคนที่ยังเป็นปุถุชน ย่อมยังเต็มไปด้วยกิเลส ย่อมผิดอยู่ แม้ความอยากดี อยากพ้นทุกข์ ก็เป็นความอยาก เป็นกิเลส ต่างต้องไม่ยื้อความคิด ความต้องการของตน ฝึกเสียสละตนเพื่อความสุขของผู้อื่น ของครอบครัว ให้พยายามน้อมใจให้อ่อนโยน คิดน้อมใจให้เข้าใจความคิดเห็นของอีกฝ่ายให้มากที่สุด รักษาธรรมะ รักษากุศลในจิต และความสุขสงบในชีวิตและในครอบครัว

จากนั้นให้หมั่นปฎิบัติธรรมอย่างถูกต้อง ขอเน้นว่า ’อย่างถูกต้อง’ ปฏิบัติต้องทำให้ได้ ’อย่างถูกต้องจริงๆ’ ทำให้มากๆ ใจจะค่อยๆคลายจากความยึดทุกชนิด การตึงเกินไปไม่ใช่วิธีที่ถูกแน่นอน ยังเป็นการยึดมั่นถือมันในรูปแบบหนึ่ง เป็นอุปาทาน ต้องพยายามไม่ให้ใจเกิดการยึดมั่นถือมั่นในทางที่ตนเชื่อและสุดโต่ง แล้วธรรมะก็จะแก้ไขข้อติดขัดทุกอย่างได้อย่างแน่นอน หากปฏิบัติอย่างถูกวิธีจริง

คอยระวัง กับดักของกิเลสที่แฝงอยู่ลึกๆในจิตของเราผู้ปฏิบัติธรรม เราอาจตกหลุมพรางนี้กลิ้งจากสุดโต่งข้างหนึ่งไปอีกข้างหนึ่งได้ ต้องระมัดระวังเรื่องนี้ให้ดี

ขอเพิ่มเติมเกี่ยวกับเมถุนธรรมอีกนิด แม้การเสพเมถุนเป็นสิ่งที่ผู้ใฝ่ธรรมพึงละให้ได้ในที่สุด แต่ไม่ได้หมายความว่าจะให้ละด้วยการตัดขาดด้วยตนเองความคิดความตั้งใจของตนเองดังที่ได้อธิบายมาแล้ว เราจะละได้จริงเพราะใจเราบริสุทธิ์จากกิเลส ในแต่ละขณะ ที่ใจมีสติ มีอุเบกขาจริงเท่านั้น ไม่ใช่ละได้จากการใช้กิเลสอื่นมากดทับ มัน การละให้ได้จริง จึงเป็นการละอย่างงดงามในจิตด้วยการค่อยๆละไปเรื่อยๆด้วยธรรมะ

แม้นางวิสาขาซึ่งเป็นพระโสดาบันตั้งแต่อายุเพียง 7 ขวบ ภายหลังก็ยังแต่งงานมีบุตรหลานมากมาย ดังนั้นการปฏิบัติสายกลางอย่างนุ่มนวล ปฏิบัติให้จิตค่อยๆเข้าถึงธรรมะ จิตจะบริสุทธิ์จากกิเลสทุกชนิดไปเองตามลำดับ

เราพึงรักษาสันติสุขในครอบครัว และพึงไม่ให้เกิดการก่อกรรมก่อทุกข์ต่อกันและกัน ก่อทุกข์ต่อบุตรที่ยังเยาว์ให้พลอยสับสนหมดศรัทธาในธรรมะ เขาอาจคิดว่าธรรมะทำลายความสงบสุขของครอบครัว

การไม่ระวังจิตเราอย่างละเอียดรอบคอบ คิดว่าเราทำดีอยู่นี้โดยไม่สนใจผลของมันต่อบุคคลอื่น นี่ไม่ใช่ความดีที่แท้จริง นี่ย่อมไม่ใช่ธรรมะ ซ้ำยังจะก่อบาปอกุศลขึ้นในจิตคนอื่นๆได้

ทั้งๆที่เรามาพบธรรมะแล้ว หากทำให้ธรรมะต้องเศร้าหมองในสายตาผู้อื่น ทำให้ธรรมะด่างพร้อยในสายตาผู้อื่น เพราะเราเดินทางในธรรมะไม่ถูกต้อง ทำให้ผู้อื่นขยาดในธรรม หวั่นกลัวว่าหากปฏิบัติธรรมแล้วครอบครัวจะแตกแยก เขาเหล่านั้นย่อมหลีกห่างจากธรรมะ ชีวิตของพวกเขาแทนที่จะได้พ้นทุกข์เพราะพบธรรม กลับถูกเราหันเหออกไปนอกทางแล้ว

ดังนั้นผู้ปฏิบัติพึงคอยสังเกตว่าหลังจากปฏิบัติแล้วมีชีวิตที่สงบสุขขึ้นทั้งแก่ตนเองและภายในครอบครัวหรือไม่

หากไม่มีความสงบสุขทั้งภายในใจตนเอง และไม่มีความสงบสุขในความสัมพันธ์กันในครอบครัว แสดงว่าการปฎิบัติธรรมนั้นอาจมีบางอย่างที่ไม่ถูกต้องตรงตามที่พระพุทธองค์ทรงสั่งสอน

พระพุทธองค์ให้ปฏิบัติธรรมเพื่อให้ผู้ปฏิบัติลดราคะ โทสะ และโมหะ อย่างค่อยเป็นค่อยไปตามกำลังการปฎิบัติของตน

และผลที่ได้จะต้องเกิดเองอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่เพราะเราไปสั่งให้เป็นไปอย่างที่เราต้องการ การพยายามไปบังคับให้สิ่งต่างๆเป็นไปอย่างที่เราต้องการโดยที่จิตใจของเรายังไปไม่ถึง หรือสภาพรอบตัวเรายังไม่มีความพร้อม ย่อมความทุกข์ให้เกิดแก่ตนเอง และบุคคลอันเป็นที่รักของเรา

พระพุทธองค์ไม่ได้ทรงปฏิเสธการที่ฆราวาสจะต้องมีครอบครัว แต่จะต้องยังความสุขมาสู่สมาชิกในครอบครัว ใส่ใจดูแลปฏิบัติต่อกันด้วยธรรมะ มีศีล มีสมาธิ มีปัญญา

หากเราปฏิบัติตนอยู่ในศีล สมาธิ ปัญญาได้จริง จิตใจของเรา จะค่อยๆอ่อนโยนขึ้น มีความสุขขึ้น มีความสงบขึ้น …และการละราคะกิเลส ก็จะลดลงไปเองอย่างที่ควรเป็น อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่ด้วยการใช้โทสะกิเลสมากดข่มราคะ

หมั่นฝึกฝนจิตใจของเราให้อ่อนโยน สงบเย็น มีความละมุนละไมในจิตให้มาก คือมีเมตตา กรุณาต่อกันให้มาก เมื่อจิตค่อยๆละกิเลสลง จิตจะบริสุทธิ์ขึ้นๆ เพราะเราเริ่มปล่อยวางความยึดมั่นในความคิดของตนลงได้ทีละเปลาะๆ เราสามารถรับทุกอย่างตามความเป็นจริง และรู้เท่าทันจิตตนไม่ให้หวั่นไหวชอบชัง มีเพียงเท่านี้เท่านั้นที่จะทำให้เราดำเนินชีวิตอยู่บนเส้นทางธรรมอย่างถูกต้องได้

11 มิ.ย. 68

รายชื่อหัวข้อทั้งหมด

https://sites.google.com/view/list-question