ความรับรู้ 4 ระดับ กับการปฏิบัติในชีวิตประจำวัน
A: ต้องขอโทษที่ใช้เวลานานในการตอบกลับ เพราะ อจ เดินทางและติดธุระตลอดเวลาที่ผ่านมา แทบไม่ได้อยู่เป็นที่
อีกทั้งเรื่องที่ถาม แม้ดูน่าจะตอบได้ง่ายๆ แต่เนื้อหาที่เกี่ยวกับการปฏิบัติภาวนา จะมีบางนัยยะที่ควรกล่าวละเอียดเพิ่ม
อจ ร่างไว้นานแล้ว แต่เพิ่งมีเวลามาลงรายละเอียดเพิ่มค่ะ…
🌿การเดิน เป็นหนึ่งในการปฏิบัติภาวนาที่ดี แต่ก่อนอื่น ต้องเข้าใจว่าเรากำลังฝึกอะไร ขณะปฏิบัติ…
หลักที่สุด เรากำลังฝึก “เจริญสติ” อยู่ค่ะ
แต่ “สติ” นี้ ไม่ใช่ สติ ที่เป็นการรู้ตัวปกติธรรมดาในความหมายทั่วไป
สติตามรากศัพท์ แปลว่า "ความระลึกได้" หรือ "การนึกขึ้นได้"
🌿การรู้ตัวที่เรามีกัน ไม่ถือว่าเป็น “สติ” เสมอไป มนุษย์และสัตว์ ต่างมีความรับรู้ได้ รู้ตัวได้ แต่ไม่ได้ถือว่าทุกการรับรู้คือการมีสติ
🌿ขอแบ่งระดับความรับรู้ ออกเป็น 4 ระดับ เพื่อให้เข้าใจง่ายในการสนทนาเรื่องนี้…
🌱 1. การรับรู้อารมณ์
— มีเพียงการรับรู้ มีตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมอัตโนมัติ “โดยไม่มีใจกำกับ” ความรับรู้นี้มีได้ทั้งในมนุษย์และสัตว์ จึงยังไม่ใช่ สติ เช่น ช้างกำลังเคี้ยวชานอ้อย สุนัขกำลังเห่า คนกำลังล้างจานอยู่แต่ใจลอยคิดเรื่องอื่น ขณะตักอาหารใส่ปากเคี้ยวแต่ตาดูมือถือ เป็นต้น
(การรับรู้นี้ ภาษาอังกฤษ เรียกว่า Primary / Raw Consciousness ยังไม่ใช่ สติ)
🌱 2. สติทั่วไป หรือสติพื้นฐาน
— การรู้ตัวในชีวิตประจำวัน ที่ “ต้องมีใจกำกับ” นี่คือการมี สติ ของคนทั่วไป
คนไม่ได้ปฏิบัติธรรมมีสติชนิดนี้ได้ แต่ไม่สามารถนำพาไปสู่การพ้นทุกข์ได้
เช่น การใช้ชีวิตประจำวัน การทำงานต่างๆอย่างตั้งใจ การบริหารงานอย่างเป็นระบบ การควบคุมตนเอง
เช่น ล้างจานและรู้ว่ามือกำลังล้าง กำลังขัด, กำลังทานข้าวรู้ว่ากำลังตัก ระวังไม่ให้หก, หรือที่ท่าน อจ ยกตัวอย่างนักกายกรรมไต่เชือกที่มีสติคอยระวัง
สติชนิดนี้ คือสติกลางๆ ที่คนทั่วไปมีได้เป็นปกติ ในการใช้ชีวิตทำการงาน ที่เป็นได้ทั้งกุศลและอกุศล และเป็นเพียงกิริยา
ถ้ามีสติขณะกระทำความชั่ว กำลังปล้น กำลังวางแผนฆ่า เป็น “มิจฉาสติ”
สติ ขณะที่ทำกุศล ทำความดีต่างๆ เช่น ใส่บาตร สวดมนต์ บริจาคทาน กราบไหว้บิดามารดา ฯลฯ เป็น “สัมมาสติ”แต่เป็นการทำความดี แต่ยังไม่ถึงขั้นมุ่งสู่ความพ้นทุกข์
(สติแบบนี้ เรียกว่า Functional Awareness)
🌱3. สัมมาสติ ในสติปัฏฐาน
— นี่คือสติที่เริ่มก้าวสู่การเดินทางเพื่อพ้นทุกข์ เป็นสัมมาสติที่เริ่มเดินองค์มรรค
สัมมาสติ ที่เริ่มทำงานบนฐานสติปัฏฐานเป็นสติที่ต้องได้รับการฝึกฝนจิต เพื่อให้มีสติตามรู้ที่กาย เวทนา จิต ธรรม
เป็นสติในองค์มรรค เริ่มสัมมาสติระดับการภาวนา
(ภาษาอังกฤษ Right Mindfulness หรือ Satipaṭṭhāna Mindfulness)
🌱4. สัมมาสติ ที่ประกอบด้วยวิปัสสนาปัญญา
— สัมมาสติขั้นสูงที่จะพัฒนาไปสู่ระดับมรรคผลนิพพาน ประกอบด้วย “ภาวนาปัญญา ที่เป็นสติปัฏฐานระดับภาวนามยปัญญา”
เป็นสติที่เกิดร่วมกับวิปัสสนาปัญญา เห็นกาย เวทนา จิต ธรรม “ตามความเป็นจริง” สติที่เกิดร่วมกับปัญญา “เห็นไตรลักษณ์”อย่างแจ่มแจ้ง จนนำไปสู่มรรคญาณและการละกิเลสตามลำดับ
เป็นสติที่เมื่อเจริญไปอย่างต่อเนื่อง ปัญญาย่อมสุกงอมขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงมรรคญาณ
(เรียกว่า Insight Mindfulness)
🌿จากที่อธิบายข้างต้น “การเจริญสติ” ในระดับปฏิบัติภาวนา ต้องได้ในระดับ 3 เป็นต้นไป สู่ระดับ 4 และพัฒนาต่อไป ๆ จนพ้นทุกข์
🌿คนที่ไม่เคยฝึกปฏิบัติภาวนาอย่างถูกต้อง จะรู้ตัวอยู่ที่ระดับ 1 และ 2 เท่านั้น
🌿ถึงแม้ว่าจะกำลังทำบุญใหญ่ หรือกำลังสร้างกุศลอยู่ เช่น กำลังใส่บาตร แต่จิตไม่มีสติที่รู้ กาย เวทนา จิต ธรรม ไปด้วยก็ยังไม่เดินมรรค ยังไม่เข้ากระบวนการก้าวสู่ความพ้นทุกข์
🌿ดังนั้น สติที่เราฝึก นอกจากต้องเป็นเป็น “สัมมา“ สติ เท่านั้นแล้ว ก็ต้องเป็น “สติปัฏฐาน” ด้วยเท่านั้น หรือ สติที่ต้องตั้งอยู่บนฐาน “กายและจิต” หรือสติที่กำหนดรู้อยู่ที่ “นาม/รูป” ของตน
🌿นี่คือความต่างระหว่างกุศลขั้นบุญทานที่ขาดสติปัฏฐาน กับ กุศลที่มีสติปัฏฐาน - เป็นกุศลที่นำไปสู่หลุดพ้นจากสังสารวัฏ
🌿เมื่อเริ่มฝึก เราเริ่มที่การรู้เวทนาที่กาย เทียบได้กับการฝึกระดับที่ 3 ของการรู้ตัว เพราะปัญญาเห็นไตรลักษณ์ยังไม่เกิดจริง
🌿ปัญญาเห็นไตรลักษณ์ จะเริ่มเกิดต่อเมื่อการปฏิบัติภาวนาถึงขั้นวิปัสสนาญาณขั้นที่ 4 (อุทยพยญาณ) เป็นต้นไป
🌿การฝึกสัมมาสติขั้นภาวนา ที่เป็นสติปัฏฐานในระดับ 3 ต้องฝึกให้มีสัมปชัญญะ อันเป็นอาการของปัญญา อย่างต่อเนื่องไป ปัญญาอันเป็นระดับ “ภาวนา” จึงจะพัฒนาขึ้นได้ (ปัญญานี้ ไม่ใช่ปัญญาระดับฟัง, ระดับอ่าน, ระดับคิด, ระดับตรอง, ระดับพิจารณา, ระดับเข้าใจ“)
🌿หากมีสติ แต่ขาดสัมปชัญญะ แม้ขณะเดียว สตินั้นก็ไม่ใช่สติปัฏฐาน ยังไม่ได้เดินสู่ปัญญา ยังเป็นสติธรรมดาๆ ของคนทั่วไปที่แม้ไม่ฝึกก็มีสติรู้ตัวได้ หรือผู้ที่เริ่มฝึกปฏิบัติ ก็อาจก้าวสู่สัมมาสติระดับ 3 แต่ยังไม่เกิดภาวนาปัญญา
🌿เมื่อสัมปชัญญะเกิดต่อเนื่องกันไป ปัญญาในวิปัสสนาญาณจึงเกิด สติ จึงจะพัฒนาไปในระดับ 4 ระดับที่มีวิปัสสนาปัญญา
🌿สติ ที่ไม่ประกอบด้วยสัมปชัญญะ เป็นการรู้ตัวที่ไม่ได้ขจัดสังขารเก่า ไม่ได้ตัดทอนภพชาติที่ต้องเกิดในสังสารวัฏฏ์ ไม่ได้เปลี่ยนอุปนิสัย ไม่ได้ลดกิเลส ตัณหา อุปาทาน และไม่ได้ขจัดอวิชชา
🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱🌱
🌿 จากเนื้อหาข้างต้น ก็แทบจะเป็นการตอบคำถามทั้งหมดแล้ว คือ
- เมื่อเดิน ก็เดินให้มีสติ & สัมปชัญญะ
- เมื่อยืน ก็ยืนให้มีสติ & สัมปชัญญะ
- เมื่อนั่ง ก็นั่งให้มีสติ & สัมปชัญญะ
- เมื่อนอน ก็นอนให้มีสติ & สัมปชัญญะ
- เมื่อกิน ดื่ม คู้ เหยียด ลุก อาบน้ำ ทำกิจต่างๆ ก็ให้มีสติ & สัมปชัญญะ
🌿ส่วนจะเดินด้วยการรู้ที่ตรงไหนนั้น หรือพิจารณาส่วนใดนั้น ขึ้นอยู่กับผู้ปฏิบัติ โดยทั่วไปมักเริ่มที่มีสติรู้ที่เท้าก่อน
🌿จากคำถามเรื่องการฝึกสติ & สัมปชัญญะในอิริยาบถ ยืน เดิน และนอน ที่ถามมานะคะ
(ควรมี อิริยาบถ “นั่ง” ด้วย เพราะ นั่ง ไม่ใช่มีแค่ขณะนั่งสมาธิอยู่เท่านั้น ทุกการ“นั่ง” ก็ควรฝึกสติ)
🌿ที่เขียนว่า “…วิธีฝึกสัมปชัญญะในอิริยาบถยืน เดิน และนอน แบบเป็นขั้นเป็นตอนครับ เช่น เริ่มต้นฝึกโดยการยืนและรับรู้เวทนาที่ฝ่าเท้าก่อน…”
🌿ที่ต้องการรู้ขั้นตอนนั้น แสดงว่าถามถึง “รูปแบบ” อันนี้คือ ต้องการทราบ เทคนิคการเดิน นะคะ
🌿ส่วนคำถามถัดไปที่ว่า
“…แล้วต้องฝึกต่ออย่างไร ทำอย่างไรถึงจะรู้ว่าเราฝึกได้ก้าวหน้า…”
คำถามส่วนนี้เข้าสู่ “เนื้อหา” คือเดินให้ได้ผลทางการเจริญสติ
🌿อจ ได้แสดงในส่วนที่เป็นเนื้อหาไปแล้วข้างต้น ว่าสติที่ต้องมี คือเช่นไร ที่เป็นการเจริญสติเพื่อพ้นทุกข์ หัวใจคือมีสติและสัมปชัญญะอยู่เสมอ หรือให้มากที่สุดในทุกอิริยาบถ
🌿ในทุกการกระทำ ต้องให้ได้สติ ที่เป็นสติปัฏฐาน สติที่มีสัมปชัญญะอยู่ จึงจะถือว่ากำลังฝึกปฏิบัติ
🌿ในแง่ “รูปแบบ” หรือ เทคนิค ก็เริ่มที่รู้เวทนา ขณะก้าวเดินเลยค่ะ จะรู้เวทนาที่ฝ่าเท้าอย่างเดียวก็ได้ โดยให้รู้ขณะ ยก ย่าง เหยียบ วาง ของเท้าทีละข้างไป ก็ได้
🌿หรือจะรู้ที่เข่าก็ได้ ทั้งขาก็ได้ แต่ขอให้รู้อย่างต่อเนื่อง ด้วยสติ สัมปชัญญะ
🌿แท้จริงแล้ว ในทุกอิริยาบถ ทุกความเคลื่อนไหว ไม่ว่าเคลื่อนไหวเล็กน้อยเพียงใด ก็ต้องให้มีสติ (ระดับ 3 ขึ้นไป) กำกับอยู่ รู้ตัวทั่วพร้อมอยู่ กับอาการนั้นๆ ทุกๆขณะ ทุกๆขณะ
🌿สติจะพัฒนาจากรู้ที่เท้า รู้การเคลื่อนของเท้า ไปสู่การรู้ “รูป” ไม่ใช่รู้ “เท้า” รู้ ”รูปเคลื่อน“ ไม่ใช่รู้แค่ว่า “เท้าเคลื่อน”
การรู้บางคนอาจรู้ความเป็น “ธาตุลม” ที่กำลังขับเคลื่อน ”รูป“ นั้น นี่คือระดับปรมัตถ์
🌿นี่คือกระบวนการภาวนา ที่เริ่มทิ้งบัญญัติ ทิ้งตัวตน ทิ้งสมมติไปสู่ปรมัตถ์ สู่ความจริงแท้ในโลก ที่มีเพียง นามและรูป
🌿จากนั้นก็เริ่มพัฒนาเห็น นาม/รูป ด้วยปัญญา ว่าล้วนเป็นอนิจจัง ล้วนเป็นทุกขัง ล้วนเป็นอนัตตา
โดยเห็นจากการภาวนาจนปัญญาภาวนาปัญญาเกิด ไม่เพียงเห็นจากการคิดเอาว่านี่เป็นอนิจจัง ฯ แต่จิตเข้าถึงความเป็นอนิจจังได้จริง เมื่อถึงระดับนี้ และสัญญาจะเปลี่ยน จากวิปลาสสัญญา ว่าสิ่งต่างๆเป็นตัวตนเราเขา เป็นอนิจจสัญญา คือสรรพสิ่งคืออนิจจัง เป็นอนัตตา ไม่มีตัวตนตามที่เราสมมติแต่เดิม
🌿หากถึงขั้นนี้ได้ เราจะมีการเปลี่ยนแปลงจากภายใน จิตจะเปลี่ยนเพราะตัณหาลด อวิชชาลด สังขารย่อมลดไปด้วย
🌿อุปนิสัยจะเปลี่ยนแปลงไปเห็นได้ชัด เย็นลง ถือสาน้อยลง เลิกแบก เลิกเอา มีแต่จะวางเมตตาแท้เริ่มเกิด เพราะโทสะลด….
🌿จิตที่เริ่มเห็นความจริงของสรรพสิ่งว่าไม่เที่ยง ไม่มีตัวตน เป็นเพียงสมมติ เมื่อเห็นหนักเข้า ๆ จนจิตเริ่มวางสิ่งที่เคยยึดมั่นถือมั่นทั้งหลายลง จิตที่ยิ่งวางก็ยิ่งเข้าใกล้บรมสุขแห่งนิพพาน
Q: กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์เป็นอย่างสูงครับที่สละเวลาอันมีค่ามาช่วยไขข้อข้องใจให้ศิษย์ครับ ท่านอาจารย์ตอบได้ลึกซึ้งมาก ๆ เลยครับ มีทั้งด้านเนื้อหาและเทคนิค ยอดเยี่ยมมาก ผมอ่านทำความเข้าใจคิดตามหลายรอบ พอสรุปความเข้าใจคร่าว ๆ คือ
🌱ให้มีสติตามรู้ที่กาย เวทนา จิต ธรรม ตามความเป็นจริง เห็นการเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปในทุกขณะจิต ให้มีสติ สัมปชัญญะในทุกอิริยาบถ โดยอาจจะเริ่มฝึกที่การรู้เวทนาทางกาย โดยการ "ยืน" และรับรู้เวทนาที่ฝ่าเท้า หรือ ขณะ "ก้าวเดิน" อาจจะเริ่มที่รู้เวทนาที่ฝ่าเท้าอย่างเดียวก็ได้ โดยให้รู้ขณะ ยก ย่าง เหยียบ วาง ของเท้าทีละข้างไปก็ได้ หรือจะรู้ที่เข่าก็ได้ ทั้งขาก็ได้ แต่ขอให้รู้อย่างต่อเนื่อง ด้วยสติ สัมปชัญญะ อิริยาบถอื่นก็เช่นกันสำคัญที่มีสติ & สัมปชัญญะ
🌱สังเกตุอาจารย์พูดถึง สติ สัมปชัญญะบ่อยมาก ผมเดาว่าน่าหมายถึง หลักปฏิบัติ สติ สัมปชาโน สมาหิโตที่เราฝึกกันในคอร์ส
1. มีสติรู้อยู่ทุกขณะ (สติ)
2. รู้สิ่งที่รู้นั้นตามความเป็นจริง (สัมปชาโน)
3. มีสมาธิอยู่กับงานที่ทำนี้อย่างเต็มกำลังและต่อเนื่อง (สมาหิโต)
ให้ฝึกต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ ทุกอิริยาบถยกเว้นเวลาทำงาน (ก็ให้จดจ่อกับงานไป) กับหลับสนิท สุดท้ายก็จะหลุดจากรูปแบบ (เทคนิค)
เข้าใจประมาณนี้ครับ รับทราบ ฝึกเลยครับ 🙏🙏🙏
A: เข้าใจถูกแล้วค่ะ
ต้องมี 3 หลักนี้ในจิตทุกๆขณะ
“สมาหิโต สัมปชาโน สติมา”
23 ก.ค. 69