← 🍃ธรรมมรรคา
2239 ธ.ค. 67อ่าน ~5 นาที

สมาธิ กับ วิปัสสนา พัฒนาอุเบกขา

❓ ปุจฉา (คำถาม)
การทำวิปัสสนาสมาธิจะช่วยให้จิตใจเรามั่นคง และมีพลังเป็นอุเบกขาได้อย่างไรคะ
💡 วิสัชนา (คำตอบ)

A: กรรมฐานภาวนาแบ่งเป็น 2 ส่วนนะคะ สมาธิ กับวิปัสสนา ทั้งสองกรรมฐาน เมื่อพากเพียรปฏิบัติไป จะพัฒนาอุเบกขาในจิตผู้ปฏิบัติค่ะ

☘️สมาธิ

เป็นสมถภาวนา ฝึกจิตให้ตั้งมั่นแนบแน่นอยู่กับอารมณ์เดียว จิตจะถูก absorb 100% อยู่ที่อารมณ์กรรมฐานหนึ่งเดียวเท่านั้น ที่เรียกว่ามีจิตเป็นจิตเอกัคคตา จิตเป็นหนึ่ง จิตจดจ่อรับรู้เรื่องเดียว เมื่อถึงพัฒนาสูงขึ้น จิตจะได้สมาธิขั้นอัปปนาสมาธิ เข้าสู่ฌาน จะสามารถพัฒนาต่อไปตั้งแต่ฌาน 1 ถึงฌาน 9

ผลอันเป็นที่สุด คือการที่จิตรวมเป็นหนึ่งเดียว คือได้ฌาน และจะพัฒนาไปสู่การได้อภิญญา (หรือการมีฤทธิ์ ตาทิพย์ หูทิพย์ เหาะได้ หายตัวได้ รู้วาระจิต ฯลฯ )

ผู้ได้ฌาน จะเป็นผู้ที่กดข่ม “กามคุณ” ไว้ได้ กดข่มนิวรณ์ (กิเลสระดับกลาง) ไว้ได้สนิท จิตจึงนิ่ง ดิ่ง สงบอย่างยิ่ง เงียบอย่างยิ่ง

จิตที่ได้ฌานจะปราศจากความนึกคิดใด แม้เสียงของความคิดเพียงเล็กน้อยที่สุด ยังไม่ทันประกอบขึ้นมาเป็นพยางค์ เป็นคำ เป็นแค่เสียงในจิต ก็จะรบกวนจิตของผู้มีสมาธิขั้นสูงขึ้นนี้อย่างมาก

ดังนั้นผู้ที่ทำสมาธิจนถึงขั้นฌาน จะมีความสงบสุขอย่างยิ่งภายใน จิตจะนิ่ง เย็น นิ่งสนิท ปราศจากคลื่น ไม่หวั่นไหว และจะตั้งมั่น มีสมาธิอยู่เช่นนั้นนานมาก

ผู้ได้ฌานตั้งแต่ฌาน 3 ขึ้นไป จะมีอุเบกเป็นจิตที่เป็นอุเบกขา (เป็นฌานุเบกขา อุเบกขาเนื่องด้วยฌาน ต่างจากวิปัสสนุเบกขา อุเบกขาเนื่องด้วยวิปัสสนา)

สรุปคือ จิตเมื่อตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียว ย่อมไม่ซัดส่าย ย่อมไม่ถูกกิเลสครอบงำ ยิ่งตั้งมั่นนานขึ้น จิตจะมีพลัง มีศักยภาพสูงในการที่จะต่อยอดให้เกิดผลขั้น

สูงยิ่งขึ้น คือดารพัฒนาไปสู่ปัญญา

☘️วิปัสสนา

เป็นการฝึกดูความไม่นิ่ง ความเปลี่ยนแปลง ของกาย และจิต เป็นการมีสติตามดูให้เห็นความจริงที่แท้ของกายและจิต และขิงธรรมทั้งหลาย

วิปัสสนา เป็นการฝึกปัญญา ที่ผลคือปัญญาขั้นสูงสุด คือ การเข้าถึงพระนิพพาน เป็นปัญญาที่ตัดความ “ไม่รู้“ (อวิชชา) ออกไปจนสิ้นเชิง

ขณะที่ปฏิบัติวิปัสสนา ผู้ปฏิบัติจะต้องวางจิตให้เป็นกลางตั้งแต่เริ่มลงมือปฏิบัติ ดังที่กล่าวในสติปัฏฐานสูตรว่า ”…อาตาปี สัมปชาโน สติมา วิเนยยโลเก อภิชฌา โทมนัส สัง“ จงพากเพียร ด้วยสติ ด้วยสัมปชัญญะ ไม่ให้เกิดความชอบใจ (อภิชฌา) หรือความไม่ชอบใจ (โทมนัส) ในนามโลกนี้ หรือ นาม/รูปนี้ (โลเก หรือโลก หมายถึงตัวเราแต่ละคน ที่ประกอบด้วยขึ้น ด้วยกายกับจิต)

ไม่ว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นทางร่างกาย หรือมีสิ่งใดรบกวนจิตใจ ผู้ที่ปฏิบัติวิปัสสนา จะต้องฝึกใจให้วางเฉย ไม่หวั่นไหวกับสิ่งกระทบเหล่านั้น อันเป็นการสร้างเหตุให้เกิดปัญญา

เมื่อฝึกไปเรื่อยๆ ใจจะพัฒนาความเป็นอุเบกขาขึ้นมาเอง จิตจะปล่อยวางเป็นอุเบกขา เพราะเห็นอนิจจัง เห็นทุกขัง เห็นอนัตตา (เกิดปัญญา) ซึ่งคือความจริงของสรรพสิ่งทั้งหมดในโลก ไม่เพียงแค่กายและจิตของเรา

เมื่อปฏิบัติจนเห็นความจริงนี้จากภายใน เห็นถึงความเป็นอนิจจังฯ อย่างแท้จริงภายในจิต ผู้ปฏิบัติคนนั้นจะมีจิตเป็นอุเบกขา อุเบกขานี้เป็นอุเบกขาจากการเห็นไตรลักษณ์ของสรรพสิ่ง จึงเกิดปัญญา ปล่อยวางจากโลก จากสังสารวัฏฏ์ มีนิพพานเป็นที่สุด