ทำไมตั้งใจปฏิบัติแล้ว ไม่ค่อยอยากทำงานหาเงิน
หนูรู้สึกว่าเวลาที่โฟกัส ปฎิบัติวิปัสสนา ได้เช้า/เย็น ต่อเนื่องครั้ง
งละ 1 ชม. ได้นานๆ
แล้วทำไมมัน ไม่ค่อยอยากจะโฟกัสงาน การทำมาหากิน การหาเงิน
แต่พอเมื่อเราหลุดไปโฟกัสเรื่องการทำงาน หาเงิน
แล้วมันก็จะหลุดการภาวนาไปเลย
ไม่สามารถนั่งต่อเนื่องเช้าเย็นได้ค่ะ
พอตั้งสติได้ ก็เริ่มใหม่แล้วสักพักมันก็จะเอ็นเอียงไปทางใดทางหนึ่ง
ไม่สามารถทำทั้ง2 อย่างไปพร้อมๆกันได้
ตอนเราฟังธรรมบรรยาย
อาจารย์โกเอ็นก้า บอกว่าถ้าเราภาวนา จะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มขึ้น
แต่หนูยังไม่ประสบพบเจอกับตัวเอง เลยไม่มั่นใจว่า มันเป็นเพราะอะไร หมิวปฎิบัติไม่ถูกต้องต้องไหน ต้องปรับปรุงแก้ไข ตรงไหนไหมคะ🤣🙏🙏🙏
A: แบ่งตอบเป็นตอนๆนะคะ
🔺ที่ถามมาว่า…
“…หนูรู้สึกว่าเวลาที่โฟกัส ปฎิบัติวิปัสสนา ได้เช้า/เย็น ต่อเนื่องครั้งละ 1 ชม. ได้นานๆ แล้วทำไมมัน ไม่ค่อยอยากจะโฟกัสงาน การทำมาหากิน การหาเงิน…”
🌿ตอบว่า…
จริงๆแล้ว มันไม่ได้มีความสัมพันธ์กลับกัน การสามารถมีสมาธิในการปฏิบัติได้นานไม่ได้ทำให้อยากหรือไม่อยาก focus กับงานค่ะ
สองเรื่องนี้ต่างกรรมต่างวาระกันค่ะ อาจเกี่ยวกันหรือไม่เกี่ยวกันก็ได้ค่ะ
📌แบบที่เกี่ยวกัน…
ถ้าคนปฏิบัติแล้วได้ความถึงความสงบจากการปฎิบัติอย่างแท้จริง จิตได้สัมผัสกับความสุขอันเกิดจากความสงบ
ในขั้นต้นๆ ผู้ปฏิบัติที่เคยมีชีวิตเร่าร้อนก็อาจนายแหนงต่อการกลับไปใช้ชีวิตอย่างเดิมอยู่บ้าง
อาจรู้สึกเบื่อหน่ายกับการงาน กับการใช้ชีวิตทางโลก เพราะเมื่อจิตพบกับความสงบสุข ความสงบเย็น จากการหยุดคิด หยุดปรุงแต่ง ซึ่งก็คือหยุดทุกข์ เมื่อต้องมาใช้ชีวิตทางโลกที่วุ่นวาย การทำงานที่แข่งขัน หรือการคลุกคลีกับคนทำให้กิเลสของตนพลุ่งพล่านจากกิเลสของผู้ร่วมงาน ก็อาจเกิดผลในทางเบื่อหน่ายชีวิตการทำงานได้ถ้าไม่รู้จักใช้ปัญญาอย่างถูกต้อง คือไม่มีโยนิโสมนสิการให้ดี
แต่เมื่อปฏิบัติจิตพัฒนาไปในขั้นสูงขึ้นไป จิตที่เคยได้รับความสงบสุขจากความสงบขั้นต้นๆ จะพัฒนาไปสู่ปัญญา คือความเข้าใจในความเป็นจริงของสรรพสิ่ง ว่ามันไม่เที่ยง มันไม่มีตัวตน
จิตที่เข้าถึงธรรมะขั้นสูงขึ้นๆเช่นนี้จนเป็นปกติของจิตได้ ก็จะไม่ต้องใช้ความคิดมาพิจารณาว่ามันไม่เที่ยง แต่มันกลายเป็นจิตใหม่อัตโนมัติ ที่จิตมันวางทุกอย่างเองได้ เพราะเข้าถึงความไม่เที่ยงในระดับจิตใต้สำนึก มีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนในภายใน กลายเป็นคนที่เยือกเย็นลงมีความสุขมากขึ้น มีความปล่อยวางและเห็นสรรพสิ่งเป็นสิ่งไม่มีสาระให้ยึดมั่นถือมั่น
เมื่อมีสิ่งกระทบจิตจะไม่มีการปรุงแต่ง แต่จะวางเฉย สามารถทิ้งการกระทบนั้นออกไปจากใจได้เร็ว ความสงบ ความผ่องใสจะอยู่ที่ใจเป็นพื้นจิต ไม่หวั่นไหวชอบชังได้ง่ายเหมือนเมื่อก่อน
แต่ใช่ว่าจะหมดสิ้นซึ่งความหวั่นไหวชอบชัง เพราะกิเลสยังเหลืออยู่ในจิต เพียงแต่กิเลสเหล่านั้นเบาบางลง เบาบางลง เบาบางลงๆๆ ความหวั่นไหวชอบชังก็น้อยลงๆๆ และสั้นลงๆๆ และรู้ตัวเร็วขึ้นๆๆว่าตนกำลังถูกกิเลสครอบงำนะ สติไวขึ้นๆๆ
สติมาเมื่อไหร่กิเลสดับเมื่อนั้น
ดังนั้นถ้าได้ธรรมะสูงขึ้น ก็เป็นไปได้มากที่จะเห็นความไม่มีสาระของการทำงานในทางโลก
แต่ไม่ได้หมายความว่าเมื่อไม่เห็นสาระแล้วจึงเลิกทำงานในทางโลกไปด้วย
เรื่องนี้เดี๋ยวขอขยายความในส่วนตอนอีกทีค่ะ
📌แบบที่ไม่เกี่ยวกัน…
การโฟกัสตอนปฏิบัติธรรมก็ส่วนการปฎิบัติธรรม ที่ทำแล้วมีสมาธิดี
ส่วนการโฟกัสงานได้หรือไม่ได้นั้น ก็เป็นเรื่องของการทำงาน ซึ่งก็เป็นไปได้หลายสาเหตุ เช่น เนื้องานที่จำเจ ไม่ทำให้เกิดความสร้างสรรค์ ไม่มีความก้าวหน้าในงาน หรือตำแหน่งงาน เพื่อนร่วมงานทำให้ไม่สบายใจซ้ำๆ ตัวงานไม่ท้าทาย ฯลฯ หรือเกิดจากกิเลสความเกียจคร้าน การติดสุข ฯลฯ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับว่าเราปฏิบัติได้ดีจึงโฟกัสงานไม่ได้
แต่กระนั้นก็ดี มีผู้ปฏิบัติธรรมบางท่านที่เมื่อสัมผัสความสงบสุขจากธรรมะมาได้บ้างเล็กน้อยเวลาที่ที่ใจมันนิ่ง ก็พอใจต่อความสงบนิ่งเล็กน้อยนั้น พอต้องกลับมาทำงาน ใจต้องกระเพื่อมขึ้นๆลงๆเพราะการทำงาน ก็อาจไม่อยากทำงานไม่โฟกัสกับงาน ซึ่งส่วนนี้ไม่ใช่เป็นปัญหาจากการปฎิบัติ แต่เป็นปัญหาของผู้ปฏิบัติเองมากกว่าค่ะ
🔺ที่ถามมาว่า
“…แต่พอเมื่อเราหลุดไปโฟกัสเรื่องการทำงาน หาเงิน แล้วมันก็จะหลุดการภาวนาไปเลย
ไม่สามารถนั่งต่อเนื่องเช้าเย็นได้ค่ะ…”
🌿ตอบว่า…
อันนี้คือเราหลุดเข้าไปสู่วังวนเดิมของโลกธรรมแล้วค่ะ
เมื่อเราอยู่คลุกคลีกับทางโลกมากๆ กิเลสในตัวเราย่อมพอกพูน เราย่อมห่างเหินจากการปฎิบัติธรรมเป็นธรรมดา ซึ่งเราต้องฝืนความรู้สึกตนเองมาก เพื่อกลับมาปฏิบัติต่อให้ได้ค่ะ
🔺ที่ถามมาว่า…
“…พอตั้งสติได้ ก็เริ่มใหม่แล้วสักพักมันก็จะเอนเอียงไปทางใดทางหนึ่ง ไม่สามารถทำทั้ง 2 อย่างไปพร้อมๆกันได้…”
🌿ตอบว่า…
ไม่เช่นนั้นหรอกค่ะ เราสามารถทำสองอย่างได้ค่ะแน่นอน ที่ไม่ได้เพราะเราอาจติดกับดักทางโลก เราจะเริ่มเกียจคร้าน เริ่มผลัดวันประกันพรุ่ง เริ่มหาเหตุผลที่ทำไมเราจะคงปฏิบัติไม่ได้ เริ่มย่อหย่อนในทางธรรมอย่างไม่รู้ตัวมากขึ้น จากย่อหย่อนก็กลายหย่อนยาน แล้วกลายเป็นยกเลิก
เราจึงต้องฝืนตนเองให้มีวินัย และฝืนใจตนให้ปฏิบัติให้ได้ เพราะไม่เช่นนั้น กิเลสมันจะเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆจนเรากลับไปปฏิบัติต่อเนื่องไม่ได้อีกเลย
🔺ที่ถามมาว่า…
“…ตอนเราฟังธรรมบรรยาย อาจารย์โกเอ็นก้า บอกว่าถ้าเราภาวนา จะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มขึ้น
แต่หนูยังไม่ประสบพบเจอกับตัวเอง เลยไม่มั่นใจว่า มันเป็นเพราะอะไร หนูปฎิบัติไม่ถูกต้องตรงไหน ต้องปรับปรุงแก้ไขตรงไหนไหมคะ…”
🌿ตอบว่า…
ได้เกริ่นไว้เล็กน้อยข้างต้น ว่าการปฎิบัตินั้นในขั้นต้นๆ เราอาจรู้สึกเหมือนกับจะเป็นการยื้อระหว่างทางโลกกับทางธรรมอยู่บ้าง
ที่เมื่อผู้ปฏิบัติได้รับความสงบเพียงเล็กน้อยจากการปฎิบัติ ก็อาจยังไม่ได้ช่วยในเรื่องการทำงานให้มีประสิทธิภาพอย่างเห็นได้มากนัก ตรงกันข้ามบางคนที่ไม่โยนิโสมนสิการให้ดี อาจเกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายความวุ่นวายจากชีวิตการด้วยซ้ำ ทั้งนี้เพราะกิเลสยังไม่ได้ถูกขัดเกลาออกไปมากนัก
แต่เมื่อปฏิบัติไปจนก้าวสู่ขั้นของการปล่อยวางตนเองลงได้ ไม่ยึดมั่นถือมั่นกับตัวตนได้ ความปรารถนาที่จะทำสิ่งใดใดเพื่อตนเองจางหายไปอย่างมาก จิตทรงอยู่กับความเป็นจริงของโลก จิตเข้าถึงความเป็นอนิจจังอย่างแท้จริง ไม่เห็นสาระของโลก เห็นโลกเป็นอนัตตา ไม่มีตัวตนที่แท้จริง ไม่มีแก่นสารสาระ
เมื่อจิตมีลักษณะเช่นนี้ได้ การใช้ชีวิตทุกขณะของลมหายใจที่เหลือจะมีประสิทธิภาพสูงมาก มีความกระตือรือร้นและตื่นตัวสูงมาก การทำงานทุกชนิดมีผลผลิตสูงมาก
จิตเป็นจิตที่ผ่องใสด้วยกุศล กระทำการต่างๆด้วยกุศลขั้นสูง จึงมีความกระตือรือร้นที่จะทำงานต่างๆ ให้ดีที่สุด สำหรับทุกคนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นบริษัทที่ตนทำงานอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเจ้านาย ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน ไม่ว่าจะเป็นลูกน้องบริวาร ไม่ว่าจะเป็นบุคคลในครอบครัว จิตจะมีความมุ่งมั่นทำประโยชน์สูงสุดให้กับบุคคลรอบตัวอยู่ตลอดเวลาเพราะ
1) จิตมีความเป็นบุญมุ่งสั่งสมแต่บุญคือความดี
2) จิตได้วางความเป็นตัวตนจนไม่เห็นประโยชน์ที่จะทำเพียงเพื่อตนมีความสุข
เมื่อผู้ปฏิบัติสามารถฝึกฝนจนมีจิตเช่นนี้การทำกิจกรรมต่างๆ ทุกวันเวลา จะได้ผลสำเร็จสูงสุด ใช้เวลาในการทำงาน และดำเนินชีวิต อย่างเต็มที่ดีงามเต็มที่ที่สุด
ใจจะมุ่งมั่นเพื่อให้เกิดประโยชน์สุขกับผู้อื่นที่เกี่ยวข้อง ไม่ใส่ใจสนใจประโยชน์ของตนเองคนเดียวเป็นหลักอย่างที่เคยเป็น เพราะเห็นความไม่มีสาระ ไม่มีแก่นสารของชีวิตที่มีมีแต่จะดับไป เสื่อมสลายไป สู้มีชีวิตอยู่เพื่อสร้างประโยชน์สุข สร้างความดี ให้กับสรรพชีวิตไม่ได้
จิตที่เป็นกุศลหรือเป็นบุญเช่นนี้ จะอยากสร้างกุศล อยากทำบุญ อยากทำความดี อยู่ตลอดเวลา จึงทุ่มเทใช้ชีวิตประจำวันวันเพื่อให้เกิดกุศลตลอดเวลา
ซึ่งก็คือการทำงานที่ต้องเกี่ยวข้องกับผู้อื่น หรือใช้ชีวิตกับครอบครัว ก็ทำเพื่อให้เป็นประโยชน์สุขแก่ผู้อื่นได้อย่างเต็มตื้น มีปีติโสมนัส
จิตใจจะมีความสุขอย่างยิ่งที่ได้ทำงานการเหล่านั้นเพื่อประโยชน์สุขของผู้อื่น เพราะจิตได้เปลี่ยนไปแล้ว เป็นจิตขั้นสูง คือขั้นวางตัวตนได้ เพื่อมุ่งสู่พระนิพพานในที่สุด
18 มี.ค. 68