← 🍃ธรรมมรรคา
1546 ก.ค. 64อ่าน ~14 นาที

อุเบกขามีหลายระดับ

❓ ปุจฉา (คำถาม)
การที่เรารู้เวทนาแล้วรับรู้ตามความจริงที่เป็นอยู่ และปล่อยวางเวทนานั้นเสีย เป็นการวางอุเบกขาที่สมบูรณ์แล้วไหมครับ

การปล่อยวางเวทนาที่เรารับรู้นั้นเป็นกระบวนการของอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาได้สมบูรณ์แล้วหรือไม่ครับ
💡 วิสัชนา (คำตอบ)

A: อุเบกขาที่เกิดในจิตจริงๆมีต่างระดับกันค่ะ ในระดับต้นๆ เป็นการตั้งใจให้จิตเป็นอุเบกขาในชีวิตประจำวัน คือมีเจตนาจะวางอุเบกขาเพื่อสร้างกุศล แม้ยังไม่ได้วางอุเบกขา ก็มีกุศลอยู่ในตัวค่ะ เป็นกุศลขั้นเจตนา


ต่อมา เมื่อเผชิญสถานการณ์ต่างๆ ที่ชวนให้เกิดความชอบใจ หรือความไม่ชอบใจ (ทั้งในขณะปฏิบัติอยู่ หรือในชีวิตประจำวัน)

แล้วจิตเตือนตนเองให้ปล่อยวาง ให้มีอุเบกขา โดยสั่งตนเองกดข่มความชอบความชังนั้นไว้

เมื่อใดที่ใจวางได้ก็จะเป็นกุศลด้านอุเบกขา แต่ระดับนี้มักจะไม่วางได้อย่างสนิทใจจริงๆ ยังเป็นการต่อสู้ด้วยความพยายาม

มีการใช้ขันติความอดทนอดกลั้นเข้ามาช่วยอย่างมาก ใจยังไม่เย็นสนิท ไม่นิ่งสนิท ไม่วางสนิท

แต่ก็ได้กุศลด้านขันติ


ในที่สุดแม้ใจวางลงได้ ก็เป็นการวางลงได้ชั่วคราว ชั่วขณะหนึ่งๆ

ไม่ใช่เป็นอุเบกขาที่เข้าถึงในจิตจริง

ยังคงต้องต่อสู้ต่อไป เมื่อเผชิญกับการท้าทายขณะต่อๆไป


ในการตามรู้เวทนาขณะปฏิบัตินั้น ถ้าเป็นเวทนากลางๆ ใจเราก็เป็นกลางๆ รับรู้ไปตามนั้น ก็ถือว่าเป็นอุเบกขาเช่นกัน


แต่แม้ตรงนี้ ก็มีความต่างกันในจิต

อุเบกขาของผู้ที่ไม่ได้ปฏิบัติ หรือปฏิบัติแต่ยังอยู่ในขั้นความคิด จะเป็นความรู้สึกเฉยๆ

ที่ไม่มีปฏิกิริยาอะไร เพราะไม่มีอะไรให้มีปฏิกิริยา

แม้รับรู้ความรู้สึกบนร่างกายอยู่ ก็ไม่ได้ชอบหรือชังอะไร เพราะความรู้สึกบนร่างกายเป็นความรู้สึกปกติไม่มีอยู่ ใจจึงปกติ

อันนี้ก็เป็นอุเบกขา แต่ไม่เป็นอุเบกขาบารมี


ต่างกับผู้ที่กำลังปฏิบัติอย่างถูกต้อง

ที่เมื่อรับรู้เวทนา (หรือรู้นาม รูปตัวใด) (ด้วยสติ)

ได้รับรู้อย่างที่มันเป็นจริงๆ (ด้วยสัมปชัญญะ)

เข้าไปรู้ถึงมันจริงๆ

เข้าไปรู้สึกถึงนามรูปนั้นๆ จริงๆ

เข้าไป feel ความมี ความเป็นของมันจริงๆ


และรู้ด้วยความสนใจทั้งหมดของใจในแต่ละขณะ (ด้วยสมาธิ) มีจิตที่จดจ่ออยู่กับมันเรื่องเดียวในขณะนั้นๆ


ณ ขณะหนึ่งๆที่ใจทั้งใจรับรู้ถึงมันจริงๆ ขณะนั้นๆ รู้มันอย่างที่มันเป็นจริงๆ

ไม่มีการประเมินค่า (เน้นนะคะ) ไม่มีการให้ ‘ความหมาย’ หรือ ‘ให้ค่า’ ในสิ่งที่กำลังรับรู้อยู่นั้นเลยว่ามันคืออะไร

แค่รู้สึกถึงความเป็นมัน ความมีมันอยู่อย่างนั้น


ไม่ไปสนใจ ว่ามันคือ ความเจ็บ คัน ร้อน เย็น สบาย ละเอียด ดี ไม่ดี (ซึ่งการให้ค่า เป็นตัวการให้จิตลำเอียงหรือมีอคติ มีความชอบ ไม่ชอบ)


และไม่ไปสนใจว่าเป็นอวัยวะส่วนไหนของร่างกายอยู่ (ซึ่งทำให้จิต ยังมีตัวเราของเราอยู่ ว่านี่เป็นแขนเรา นี่หน้าเรา ศีรษะเรา จิตยังเกาะเกี่ยวอยู่กับสมมติบัญญัติ จึงยังไม่เข้าถึงธรรมจริง)


และไม่ไป ‘คิด’ ว่ากำลังรู้อะไรอยู่ แค่ตามดู ตามรู้

เพราะเมื่อคิด จิตอดจะปรุงต่อไม่ได้

เมื่อคิด จิตได้ผละออกจากการรับรู้ ไปทำงานคิด


ขณะรู้อยู่นั้น จิตต้องไม่มีปฏิกิริยาใดๆต่อมันเกินไปกว่าการรับรู้จริงๆอย่างที่มันเป็น แค่ตามรู้มันอย่างนั้น


เวลาที่จิตเป็นอุเบกขาจริงๆ จิตจะมีความสงบอย่างยิ่ง มีความเบาอย่างยิ่ง มีความอ่อนละมุนอย่างยิ่ง มีความคล่องแคล่วอย่างยิ่ง ความเหมาะควรต่อการทำงานของจิตอย่างยิ่ง มีความซื่อตรงต่อสิ่งต่างอย่างยิ่ง

เช่นนี้ จึงเป็นอุเบกขาบารมี


และเมื่อขณะหนึ่งๆที่เป็นเช่นนั้นได้จริง ‘ขณะนั้นเท่านั้น’ ที่จิตจะมีความสมบูรณ์อยู่ของอุเบกขา


ขณะถัดไปถ้าจิตเป็นเช่นนั้นได้อีก ก็เกิดอุเบกขาที่สมบูรณ์ได้อีกหนึ่งขณะ

ขณะถัดไปถ้าจิตเป็นเช่นนั้นได้อีก ก็เกิดอุเบกขาที่สมบูรณ์ได้อีกหนึ่งขณะ

ขณะถัดไปถ้าจิตเป็นเช่นนั้นได้อีก ก็เกิดอุเบกขาที่สมบูรณ์ได้อีกหนึ่งขณะ

เช่นนี้เรื่อยไป ทีละขณะ


เมื่อทำทีละขณะ ทีละขณะ ทีละขณะให้ต่อเนื่องกันไปได้ไม่ขาดสายนานๆเข้าไม่หยุดหย่อน อุเบกขาจะพัฒนาจนกล้าขึ้นในจิตบุคคลนั้นๆ เรื่อยๆ


ยิ่งพัฒนาไปมากเท่าไหร่ จิตบุคคลนั้นก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ทีละน้อยละน้อย

บุคคลนั้นจะมีพื้นจิตที่เป็นอุเบกขามากขึ้นในกาลต่างๆ มีได้อย่างเป็นอัตโนมัติขึ้น โดยไม่ต้องใช้ความพยายามมาก ไม่ต้องคอยเตือนตนเองบ่อยๆเหมือนเคย

เพราะจิตจากภายใน ได้ค่อยๆเปลี่ยนไป เปลี่ยนไป เปลี่ยนไป


จิตที่เป็นเช่นนี้เป็นพื้นไปนานๆเข้า ไม่ว่าจะเผชิญความท้าทายต่างๆ ความต่างๆไปของชีวิต จิตก็ไม่หวั่นไหวง่ายอีก จิตมีความสงบเย็นเป็นฐานใหม่ของจิต มีความสุขจากภายในเป็นพื้น


เมื่อเป็นเช่นนี้เรื่อยๆ ปัญญาญาณ(แห่งการพ้นทุกข์) จะค่อยๆพัฒนาขึ้นเองเรื่อยๆจากภายใน บุคคลนั้นได้เข้าถึงอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาของสรรพสิ่งอย่างล้ำลึกขึ้นเป็นลำดับ


ผู้ปฏิบัติที่วางได้จริง วางได้สนิทขึ้นเรื่อยๆต่อสิ่งต่างๆ

ใจจะปล่อยความเกี่ยวพันกับสิ่งต่างๆออกไปทีละน้อย ทีละน้อย

และปล่อยจากความเกี่ยวพันกับตัวตนของตนขึ้นเรื่อยๆ

มีอะไรมากระทบตน ก็มักไม่มีปฏิกิริยาใดอย่างเป็นธรรมชาติ


ใจไม่แบกไม่หามอีก

ใจไม่ถือสาหาความอะไรอีก

เรื่องความสุขทุกข์ส่วนของตนในโลก ก็หมดค่าลงไปเรื่อยๆ เพราะใจถึงความไม่เที่ยงของสรรพสิ่งจริง


การใช้ชีวิตที่เหลือจะเป็นค่อยๆเปลี่ยนไป จากใช้ชีวิตเพื่อตนเอง กลายเป็นใช้ชีวิตเพื่อยังประโยชน์สุขให้ผู้อื่นเท่านั้น (เพราะจิตได้ถึงแก่นแห่งความไม่เป็นสาระของนาม รูป ทั้งปวงในวัฏฏสงสาร)



Q: ได้เห็นคำๆหนึ่งในคำตอบของอาจารย์(ปัญญาญาณ) รู้สึกตื้นตันมีพลังเป็นที่สุด กราบขอบพระคุณอาจารย์เป็นอย่างสูงเจ้าค่ะ


A: ที่เน้นตรงคำว่าญาณ ในปัญญาญาณ

เพราะภาษาไทยใช้คำว่าปัญญาในลักษณะทั่วไป และในศาสตร์ทางโลก จึงใช้ปัญญาในความหมายของ intellect มากกว่า ปัญญาแบบนี้ซึ่งต่างจากปัญญาที่บรมศาสดาทรงหมายถึง

ส่วนปัญญาที่ใช้คำว่า wisdom ในภาษาอังกฤษก็เข้าใกล้มาหน่อย แต่ก็ยังไม่ถึงปัญญาในความหมายจริง ที่เป็นญาณในทางพุทธ

ปัญญาที่พระพุทธองค์ทรงให้เรามุ่งไปให้ถึงนั้น เป็นปัญญาที่เลยขั้นสมมติไป

คือเราจะไปต่อค่ะ…

เราไม่หยุดแค่ที่การทำความเข้าใจ ความเข้าถึงเหตุผลเบื้องลึก ความคิดตีความ การจินตนาถึงเนื้อหา

ซึ่งปัญญาในความหมายว่าญาณที่ทรงตรัสสอนนั้น ได้มาได้ทางเดียวค่ะ จากการได้วิปัสสนา และได้ญาณของวิปัสสนามาเป็นลำดับไปมี 16 ขั้น

จึงเป็นการเข้าถึงที่ต่างจากปัญญาทั่วๆไปอย่างสิ้นเชิง

เป็นการเข้าถึงความจริงแท้ อันเป็นกฏธรรมชาติของสรรพสิ่งที่มีลักษณะเดียวกัน คือ ไตรลักษณ์

ตัวเราจะมีจิตมั่นอยู่ในความจริงที่เป็นไตรลักษณ์นี้จากภายใน โดยไม่ต้องบอกตัวเองว่า อนิจจัง อนิจจัง

จิตมันเปลี่ยนไปเอง มันเห็นด้วยตัวเอง และเมื่อเห็นจริงๆเท่านั้น มันจึงวางลงเอง ไม่ต้องไปพยายามวางอะไรลงไปอีก

การเข้าถึงด้วยปัญญาที่เรียกว่า ญาณ นี้บางทีมีการใช้คำว่าประจักษ์แจ้ง หรือการแทงตลอด

เวลาปัญญาชนิดนี้เกิด หรือเมื่อญาณเกิด ความสว่างจากการรู้แจ้งจะค่อยๆเข้าไปแทนที่ความยึดมั่นในสิ่งสมมติทั้งปวงในจิตเรา

โดยจะค่อยๆแทนที่เป็นขั้นๆไป ทีละน้อย ทีละน้อย จากการหมั่นเพียรปฏิบัติให้ถูกต้องอย่างต่อเนื่อง

เวลาปัญญาเช่นนี้เกิดในเรา จะเกิดแบบซึมลึก เราอาจไม่ได้รู้ตัวชัดเจนต่างจากเวลาเราที่เข้าใจโจทย์เลขสักข้อ แล้วเราร้อง อ๋อ เข้าใจแล้ว

ปัญญาตัวนี้ เราจะไม่ อ๋อ ค่ะ เพราะมันคิดเองให้ถึงไม่ได้

ปัญญาตัวนี้เมื่อเกิดแล้ว จะเข้าไปทำกลไกภายในจิตของเราอย่างอัศจรรย์

ทำให้เราค่อยๆเห็นความจริงที่แท้ของสรรสิ่งที่ไม่มีแก่นสารอยู่จริง(เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)

เราจะเห็นความจริงด้วยการหยั่งรู้จากภายใน เห็นถึงสรรพสิ่งต่างๆรอบตัวที่เราเคยยึดมั่นเป็นจริงเป็นจัง ว่าแท้จริงแล้วมันเป็นสมมติ

การเห็นจริงด้วยปัญญานี้จะเป็นการเห็นอย่างล้างบางความเห็นผิดแบบเก่าออกทั้งหมด

แต่มันจะค่อยๆเป็นค่อยๆไป ขึ้นกับว่าเราพากเพียรปฏิบัติแค่ไหน ปฏิบัติถูกหรือไม่ ปฏิบัติด้วยความเข้าใจหรือไม่ และปฏิบัติอย่างได้ผลหรือไม่

เมื่อปัญญาประเภทนี้เกิดมากๆเข้า เราจะแยกสมมติออกจากความจริงแท้ได้มากขึ้น

เราจะมีความเปลี่ยนแปลงจากภายในมากขึ้นๆ

อุปนิสัยเปลี่ยน การใช้ชีวิตเปลี่ยน อาชีพเปลี่ยน การมองโลกเปลี่ยน ความสามารถเปลี่ยน ฯลฯ

และนี่ก็คือการก้าวย่างไปสู่ความสุขที่เป็นบรมสุขในที่สุด


หมายเหตุ: ไตรลักษณ์ = ลักษณะสามของสรรพสิ่ง สรรพสิ่งย่อมมีลักษณะ ไม่เที่ยง-อนิจจัง คงทนไม่ได้-ทุกขัง ไม่เป็นตัวตน-อนัตตา