← 🍃ธรรมมรรคา
14531 ม.ค. 64อ่าน ~12 นาที

สมาธิยังไม่ดีพอ จึงยังไม่ทำวิปัสสนาได้หรือไม่

❓ ปุจฉา (คำถาม)
รบกวนขอคำแนะนำหน่อยค่ะ

เคยไปนั่ง 10 วันเมื่อเดือน 9 ปลายปีที่แล้วเป็นครั้งแรก

ช่วง 2 วันแรกหนูมีเข้าไปถามอาจารย์ว่า หนูนั่งดูลมหายใจแล้ว มีปฏิกิริยาที่หน้าผาก หน้าผากจะมีผิวหนาๆ เกิดขึ้น (เป็นความรู้สึก ถ้าสัมผัสหน้าผาก ก็เป็นหน้าผากตามปกติ) แล้วหนูก็ผ่อนคลายร่างกาย น่าจะเกิดจากหนูตั้งใจนั่งเกินไป แล้วหน้าผากหนาๆ ก็หายไป ตอนนั้นอาจารย์บอกว่าหนูรู้วิธีแก้ด้วยตัวเอง

หลังจาก 10 วัน ก็ได้กลับมานั่งเองที่บ้าน นั่งได้บ้าง ไม่ได้บ้าง (ต้องใช้ความพยายามอย่างมากค่ะ ส่วนใหญ่จะนั่งได้แค่ 15 นาที และไม่สามารถทำวิปัสสนาได้ (รู้สึกว่าสมาธิของหนูยังไม่คมพอ พักหลังๆ หนูเลยนั่งดูลมหายใจมากกว่า) และหน้าผากก็จะหนาแทบทุกครั้งจนอาทิตย์ที่ผ่านมาได้นั่งถี่ขึ้น หลังจากนั้นก็ทำงานตามปกติ

จนกระทั่งมีอยู่วันนึง หนูนั่งทำงานแล้วหน้าผากก็หนาขึ้นมาอีก (โดยปกติหน้าผากหนาๆ จะเกิดขึ้นตอนนั่งสมาธิเท่านั้น) ทำให้หนูคิดว่า คงเครียดกับการทำงานเกินไป

หนูเลยคิดได้ว่า จะต้องมีวินัยในการนั่งสมาธิ ดูลมหายใจให้มากขึ้น หนูก็พยายามนั่ง ใช้เวลาสั้นบ้าง ยาวบ้าง จนมาถึงวันนี้ความรู้สึกที่หน้าผากหนาๆ ยังมีอยู่ตลอดเวลาถึงแม้จะไม่ได้นั่งสมาธิก็ตาม

รบกวนขอคำแนะนำด้วยนะคะ อาจารย์ ขอบคุณมากค่ะ 🥰
💡 วิสัชนา (คำตอบ)

A: สวัสดีค่ะ …


ที่เล่ามา เป็นเวทนาชนิดหนึ่งที่เกิดทางกายค่ะ ถ้าเกิดครั้งแรก และเราวางเฉยอยู่ไม่ใส่ใจ เวทนานั้นๆก็จะหมดวาระของมันไปเอง


แต่ถ้าเมื่อเกิดนานหน่อย หรือชัดหน่อย

และ ‘เราเริ่มให้ความสนใจ’

จากนั้น…

เราจะตีความ…

เราจะปรุงแต่ง…


ธรรมชาติของจิตคนเราย่อมปรุงแต่งทุกอย่างไปได้สารพัดต่อไป

เช่น อาการนี้เกิดจากเหตุโน่น นี่ นั่น

เช่น อาการนี้มันเป็นนี่ เป็นนั่น

เช่น นี่คือโรคนี้ โรคนั้น

เช่น มันเกิดคู่กับเรื่องนี้ เรื่องนั้น

สารพันที่เราจะพัฒนาต่อๆไป และเชื่อมโยงต่อไปๆในจิต

เช่น เชื่อมโยงว่ามันเกิดในเวลาที่เรากำลังดูลมหายใจ

เช่น มันเกิดเช่นนี้ แสดงว่า เราคงทำสมาธิได้ไม่ดี


การปรุงแต่งนี้ทำให้เกิดสิ่งต่อไปอีกมาก

เช่น อาการนี้จะเป็นรูปเป็นร่างขึ้น จากแค่ความรู้สึกที่ไม่ชัดบริเวณหน้าผาก ค่อยๆชัดขึ้น จากนั้นก็ค่อยๆเป็นรูปเป็นร่างขึ้น จากนั้นจิตก็จะหาคำอธิบายที่เหมาะสม(จากในคลังความทรงจำของเรา) มาให้ความจำกัดความว่าเป็นความตึง ความเกร็ง ความร้อน ความสั่น ฯ จากนั้นจิตก็จะปรุงแต่งต่อเป็นมโนภาพในใจเรา (ซึ่งก็มาจากความทรงจำในใจเช่นกัน) ออกมาเป็นภาพต่างๆ เช่นเป็นก้อน เป็นแถบ เป็นแผ่น เป็นปื้น ฯ ต่อไปก็อาจจะเป็น animation คือเคลื่อนไหวไปได้ เหล่านี้เป็นธรรมดาที่เกิดขึ้นเสมอๆเป็นประจำ

โดยเฉพาะผู้ที่กำลังปฏิบัติธรรม ที่จดจ่อสนใจกับสิ่งต่างๆที่เกิดกับตนเองอยู่


นอกจากนั้น เมื่ออาการหนึ่งที่เกิดขึ้นครั้งหนึ่ง และเราไปให้ความสนใจมัน(เกินคุณค่าของมัน) อาการนี้ก็จะมักเกิดขึ้นอีก ทั้งนี้ เพราะเราเองที่คอยจ้องจับมัน คอยมองหามัน จิตเราจะเลยไปรอจับมันที่บริเวณนั้น

พอมีอาการ แม้เพียงนิดเดียว ที่บริเวณนั้นขึ้นมาอีก ซึ่งอาจจะไม่ใช่อาการเดิมด้วยซ้ำ จิตที่ปรุงแต่งไปแล้วอย่างดีของเรา ก็สามารถเอาความรู้สึกที่เราเชื่อไปแล้วนั้นมาผสมผสานเข้าไปเป็นความรู้สึกที่ชัดขึ้นไปอีก

ผลคือเราทำให้มันเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาเอง

ผลอีกข้อคือ เราทำให้มันเกิดอีก เกิดอีก เกิดอีก เพราะใจเรามักแอบไปดูตรงนั้นเพื่อดูว่ามันมีอีกไหม เมื่อมีอะไรแม้เล็กน้อยขึ้นมาตรงนั้นก็สามารถขยายความตามจิตที่ปรุงของเราได้


นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกๆส่วนบนร่างกาย


ดังนั้น ขอให้วางความสนใจตรงนี้ไปเลยค่ะ

เพราะมันไม่มีอะไรที่พิเศษ หรือแปลกไป มันเป็นเพียงเวทนาที่มีเหตุให้เกิดขึ้น และในที่สุดมันก็จะดับไป


เมื่อใดที่จิตปล่อยวางได้จริงๆ ไม่สนใจไยดีอย่างแท้จริง มีอุเบกขาจริง เวทนานั้นๆก็จะไม่มีความหมายอะไรต่อเราอีก มันจะเกิด หรือจะอยู่ หรือจะหายไป เราก็วางเฉยไป เหมือนเราไม่เคยสนใจมันมาก่อน


การรู้ตามความเป็นจริง ว่ามันก็เป็นแค่อาการหนึ่ง ที่ไม่เที่ยง เดี๋ยวก็เปลี่ยนไป คือสิ่งที่เราผู้ปฏิบัติต้องหมั่นระวังเฝ้าดูจิตตนเองเสมอ เพราะเวทนาต่างๆที่เกิด มักถูกกิเลสในจิตเราลากเข้าไปผสมโรง กลับมาหลอกล่อเรา ทำให้เราหลงออกไปนอกทางได้เสมอๆ


ดังนั้นเวทนานี้จึง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการตามดูลมหายใจค่ะ เป็นเวทนาปกติธรรมดาที่ไม่เที่ยง และเพราะไม่เท่าทันจึงถูกสังขารปรุงแต่งจนชัดเจน


ส่วนที่ห่วงว่าสมาธิไม่ดีนั้น เป็นปกติของทุกคนที่ยังไม่ได้ฌานจิต


สมาธิแบ่งเป็นหลายระดับ ในทางโลก ผู้ที่จดจ่อกับสิ่งหนึ่งได้นานๆ ถือเป็นคนที่มีสมาธิดี

คนบางคนที่สามารถอ่านหนังสือได้นานๆ หรือทำงานอย่างหนึ่งๆด้วยจิตจดจ่อได้นานๆ หรือคนที่ใจเย็น หนักแน่น

ย่อมมีสมาธิดีกว่า คนที่เบื่อง่าย คนที่ขาดความอดทน คนที่ลุกลี้ลุกลน คนลนลานเร่งรีบ คนที่ทำอะไรไม่ได้นาน คนที่จับจด หรือทำหลายอย่างในเวลาเดียวกัน (multitasks) แม้คนที่ชอบดูหนังประเภทที่เปลี่ยน scene เร็ว

สมาธิจึงเป็นสิ่งที่ดีมาก แม้ในทางโลก ซึ่งยุคปัจจุบัน สภาพแวดล้อมกับtechnology ทำให้คนมีสมาธิสั้นลงๆ


ในทางธรรม สมาธิมีค่ามาก และเป็นสิ่งจำเป็นในการพัฒนาจิตให้มีศักยภาพสูงสุด


สมาธิเป็นสิ่งที่ต้องฝึกฝน

และต้องหมั่นฝึกฝนอย่างเอาจริงเอาจังทุกโอกาส


ดังนั้น ในคอร์สปฏิบัติตามแนวทางเรา แม้มุ่งเน้นที่วิปัสสนาหรือพัฒนาปัญญาตามความเป็นจริง แต่เราก็ให้ความสำคัญกับสมาธิเป็นอย่างมาก จึงได้ให้เวลาถึง 1 ใน 3 ของเวลาปฏิบัติทั้งหมดกับการฝึกสมาธิ


เพราะเมื่อสมาธิดี จิตจึงจะมีคุณภาพสูง

ยิ่งสมาธิดีมากเท่าไหร่ จิตยิ่งมีคุณสมบัติยอดเยี่ยมขึ้นเท่านั้น


สมาธิเป็นฐานของการพัฒนาจิตให้มีทั้งพลังและปัญญา


แต่สมาธิจะดีขึ้นได้นั้น นอกจากฝึกฝนเพ่งจิตให้เป็นหนึ่งเดียวต่อเนื่องยาวนานแล้ว สมาธิยังทำได้ง่ายขึ้นเมื่อจิตมีความบริสุทธิ์มากขึ้น

เพราะสมาธิจะต่อเนื่องได้นานได้ ก็ต่อเมื่อไม่มีตัวก่อกวน พวกความฟุ้งซ่าน ความหงุดหงิด ความง่วงซึม ความอยาก ความโกรธ ความลังเล ฯลฯ (ที่เรียกว่านิวรณ์ )


จิตที่บริสุทธิ์จากกิเลส ย่อมไม่มีนิวรณ์ (นิวรณ์เกิดจากกิเลสในจิต)


ดังนั้น เมื่อปฏิบัติวิปัสสนาให้มากๆ เราจะทำลายกิเลสลงไปเรื่อยๆ

ยิ่งกิเลสน้อยลง จิตก็สงบง่ายขึ้น สมาธิก็พัฒนาได้เร็วขึ้น และล้ำลึกขึ้น


ทั้งสมาธิ และปัญญา ต้องพัฒนาไปด้วยกันอย่างชาญฉลาด


การฝึกสมาธิ หรือดูลมหายใจอย่างเดียว เพราะเห็นว่าสมาธิยังไม่ดีพอ จึงไม่ทำวิปัสสนา จึงไม่ใช่ทาง

เพราะสมาธิระดับสั้นๆก็สามารถทำวิปัสสนาได้แล้ว จึงควรทำวิปัสสนาไปด้วยเสมอ เพื่อละกิเลสเป็นงานหลัก

แน่นอนสมาธิยิ่งลึก ยิ่งแนบแน่น การทำวิปัสสนาก็ยิ่งก้าวหน้า


แต่สมาธิให้พัฒนาถึงขั้นแนบแน่นที่สุดนั้น ต้องใช้เวลานานมาก (บางคนทุ่มเททั้งชีวิตก็ยังไปไม่ถึง)

ดังนั้น ถ้ามัวแต่รอให้สมาธิดีพอก่อน เราจะไม่ได้พัฒนาปัญญาอันเป็นหัวใจสำคัญที่สุดแห่งจิตไป… เราจะไม่สามารถก้าวข้ามความทุกข์ในโลกได้ไป… เราจะเสียสิ่งที่สำคัญท่ีสุดในการพัฒนาจิตของเราไป… เราจะเสียเวลาของชีวิตไปอย่างไร้คุณค่า…


ดังนั้น สมาธินั้น ฝึกทำให้มากได้ ย่อมดียิ่ง แต่ก็ต้องฝึกวิปัสสนาไปให้มากยิ่งกว่าค่ะ…