← 🍃ธรรมมรรคา
1461 ก.พ. 64อ่าน ~11 นาที

มีคนมาชอบ แต่เราไม่ชอบเค้าเลยทำให้เค้าทุกข์มาก ควรทำอย่างไร

Q สวัสดีค่ะอาจารย์ จะรบกวนถามคำถามที่ไม่ใช่การปฎิบัติหน่อยนะคะ

มีน้องที่ทำงานที่เป็นผู้หญิงเค้ามาชอบดิฉัน พอดีดิฉันออกจากที่ทำงานมาแล้วประมาณสองปีในปีแรกก็ยังโทรศัพท์มาดิฉันก็รับบ้างจนโทรมาบ่อยมากก็เลยไม่รับสายเขาก็หายไปเป็นปีจนมาปีนี้ก็โทรมาอีกดิฉันคิดว่าเค้าจะลืมไปแล้วแต่เค้าบอกว่าตัดใจไม่ได้จริงๆยังคิดถึงอยู่เสมอ เขารู้สึกทุกข์ใจมากที่โทรมาแล้วดิฉันก็ไม่รับและไม่อ่าน LINE ที่ดิฉันไม่รับสายเพราะไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดรับทีไรดิฉันคิดว่าใจเขาคงจะกระเพื่อมแล้วก็คงไปปรุงอะไรต่ออีกสารพัดตามวิสัยของคนที่ยังไม่ได้ฝึกใจ แล้วถ้าโทรมาไม่รับสายอีกก็จะเป็นทุกข์อีก เมื่อวานเค้าโทรมาอีกโดยใช้โทรศัพท์ของเพื่อนดิฉันก็เลยคุยกับเขาว่าตัดใจไปเสียเถอะเค้าบอกว่าเค้าทำไม่ได้จริงๆเค้าพยายามมาตลอดแล้วเขาก็มีความทุกข์ทรมาณมากที่คอยคิดถึงคนที่ไม่ได้มีความรู้สึกอะไรกับเขา คำถามคือว่าดิฉันควรทำอย่างไรเพราะว่าตอนนี้ปฎิบัติธรรมอยู่ตลอด ในกรณีนี้ดิฉันจะเป็นบาปโดยไม่เจตนาไม้คะที่ไปทำให้คนอื่นเป็นทุกข์ ควรทำอย่างไรดีคะ ควรขออโหสิกรรมต่อกันเป็นเรื่องเป็นราวไม้คะ เหมือนเป็นเจ้ากรรมนายเวรกันมาก่อน กรรมสัมพันธ์เลยผูกพันมาก

ขอบพระคุณมากค่ะ

A:การที่คนเรามีคนมาชื่นชอบผูกพันด้วยนั้น เป็นเรื่องธรรมดา คนเราแต่ละคนในชาติหนึ่งๆใช่ว่าพบกับคนที่ครองคู่มาก่อนเพียงคนเดียว เพราะเราต่างเกิดมาแล้วหลายชาติภพ จำนวนชาติของคนเราแต่ละคนที่เคยเกิดยังมากกว่าเม็ดทรายในมหาสมุทรเสียอีก (พุทธดำรัสว่าสัตว์ทั้งหลายในสังสารวัฏ แทบไม่มีเลยที่จะไม่เคยเป็นอะไรต่อกันมาก่อน)

ดังนั้นเราจึงเคยมีสัมพันธ์กับคนต่างๆมาแล้วในแทบทุกรูปแบบ


ชาติหนึ่งๆ เราจึงอาจมีคนที่มารักใคร่ชอบพอเราในรูปแบบต่างๆ (รวมทั้งในฐานะคนรัก) มากกว่าหนึ่งได้ ทั้งนี้เป็นเพราะเราต่างมีบุพกรรมกับผู้คนต่างๆมาในรูปแบบต่างๆ


ในฐานะที่เราอยู่ในเส้นทางธรรม เราย่อมต้องเข้าใจว่า ความรักนั้นถ้าไม่รู้จักรักให้ถูก ก็คือโลภะกิเลส การรักให้ถูกคือการรักด้วยเมตตา รักด้วยกรุณา รักด้วยมุทิตา รักด้วยอุเบกขา


คนที่รักผูอื่นด้วยต้องการเป็นเจ้าของ ต้องการการตอบรับ ย่อมไม่ใช่ความรัก แต่เป็นกิเลสล้วนๆ ย่อมมีแต่จะนำความทุกข์แสนสาหัสมาให้ จะทุกข์มากน้อยนั้นขึ้นกับความรุนแรงของตัวโลภะกิเลสในตัวเขา


ยิ่งหมกมุ่นมากในความคิดเช่นนั้น ความทุกข์ยิ่งทวีคูณ และก่อสังขารขึ้นมากมายไม่รู้จบสิ้น


โลภะตัณหาตัวนี้ ถ้าหมั่นสั่งสมอยู่เสมอๆ เป็นสิ่งที่น่ากลัวมาก เพราะไม่เพียงทำให้สังขารด้านโลภะพอกพูนเท่านั้น แต่ยังทำให้สังขารด้านโทสะพอกพูนขึ้นไปด้วย


คนเราเมื่ออยาก และไม่ได้ดังหวัง ก็จะเกิดความโทมนัส จิตเศร้าหมอง

ยิ่งมีความอยากมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเจ็บปวดมาก ยิ่งโทมนัสมากเท่านั้น ยิ่งพอกพูนสังขารมากมาย

จิตย่อมมีแต่จะหมองไหม้อยู่ในนรกที่ตนเองสร้างขึ้นมานั้น


ในฐานะคนที่ถูกรัก

การวางจิตของเรา:

💧ให้จิตเราตั้งอยู่ในพรหมวิหารไว้ด้วยการมีจิตเมตตา ปรารถนาดีอยากเห็นเขาเป็นสุขเย็น สงบจากทุกข์เร่าร้อนการมีจิตกรุณา เห็นใจเข้าใจในความทุกข์ของเขา การมีจิตอุเบกขา วางได้ สงบเย็นอยู่ ไม่หวั่นไหวทุกข์ใจไปกับสิ่งที่เขาประสบ

💧หมั่นพัฒนาจิตของเราให้เข้มแข็ง มีกำลังจากสมาธิและจากปัญญาไว้เสมอ เพื่อให้จิตเราไม่หวั่นไหวในตัณหาอยากไปพัวพันกับเขา และไม่ให้จิตเราเกิดความหงุดหงิดรำคาญใจเพราะการตามพัวพันของเขา

การปฏิบัติตนต่อเขา:

💧ไม่ให้ความหวังกับเขา เพราะจะยิ่งทำให้เขายิ่งถลำลึกในสิ่งที่ยังความทุกข์สาหัสให้เขานี้ มีบางคนสงสารเลยยังทำให้เขายังมีความหวัง แต่นี่คือการทำร้ายเขามากขึ้นด้วยการลากยาวความทุกข์ของเขาให้นานขั้น ทำให้เขาสร้างสังขารต่อเนื่องไปอีก

การที่ความไม่บริสุทธิ์ใจยังอยู่ จะทำให้เกิดการสร้างอกุศลกรรมต่างๆร่วมกันต่อไปอีก

ความรักในรูปเสน่หาเช่นนี้ ไม่ใช่ความรักในทางธรรมะ แต่เป็นความเร่าร้อนเผาลนของตัณหาเท่านั้น

เมื่อเรามีเมตตา เราย่อมพยายามฉุดรั้งเขาออกจากขุมนรกนี้ ด้วยการไม่ให้เขาเกิดความหวัง ไม่ให้เขายิ่งคิดผูกพันกับเรา การที่หนูไม่ติดต่อและออกห่างจากเขาก็เป็นทางหนึ่งค่ะ เมื่อห่างไปนานๆ เวลาจะค่อยๆรักษาใจเขาเอง คนเราที่รักกันมาก เมื่อตายจากไปก็ย่อมมีวันลืมเลือนกันไปในที่สุด มีบางคนยึดมั่นผูกพันแน่นจนลืมไม่ได้ในชาตินี้ แต่ที่สุดก็ยังต้องลืมเลือนไปเมื่อตัวตายอยู่ดี

ผู้ที่ผูกติดลึกมากๆ คือผู้ที่ทุกข์มาก ยิ่งยึดติดมากยิ่งทุกข์สาหัสมาก เราช่วยเขาให้ไม่ทุกข์ไม่ได้ เขาต้องช่วยตัวเขาเองค่ะ เขาเป็นเช่นนี้เพราะกิเลสสังขารของเขา

เราทำได้โดยไม่ช่วยกระพือโหมไฟที่เผาเขาอยู่ ส่วนการจะดับไฟในใจเขาให้ได้นั้น เขาต้องดับเองค่ะ

💧ถ้ายังต้องอยู่ในแวดวงเดียวกันกับเขา หรือยังอาจต้องพบเจอบ้าง ก็อาจหาวิธีที่เป็นกุศโลบายช่วยให้เขาได้ธรรมะ พบธรรมะ เกิดความสุขใจในธรรมะ ให้เขาพบความสุขที่แท้ หันเหความคิดเขาออกจากความร้อนสู่ความเย็น แต่ควรช่วยอย่างห่างๆ หรือทางอ้อมโดยไม่ปฏิสัมพันธ์โดยตรง


ส่วนที่ถามว่า การที่เราไม่ตอบสนองเขานั้นเป็นบาปไหม

การเป็นบาปหรือไม่บาป อยู่ที่จิตเราค่ะ ถ้าเรามีจิตรำคาญหงุดหงิดใจจึงจะเป็นบาปค่ะ หรือถ้าเราภาคภูมิใจที่มีคนมาชอบเรามากๆ ก็เป็นบาปค่ะ

ถ้าจิตเราวางเฉย สงบอยู่ด้วยเมตตา ด้วยกุศลในจิตตัวอื่นๆ การกระทำที่ไม่ให้ความหวังเขาย่อมไม่เป็นบาปค่ะ ความทุกข์ทรมานที่เกิดกับเขา เป็นความทุกข์ของเขาที่เกิดจากกิเลสของเขาค่ะ และเกิดจากวิบากกรรมเก่าของเขา เราช่วยได้ด้วยการวางเฉยไม่ให้ความหวังและใช้ธรรมะในทุกรูปแบบ


ส่วนที่ถามว่า ควรอโหสิกรรมกันไหม ถ้าต้องการ เราทำเองจากจิตเราได้ค่ะ เช่นกล่าวขอขมากรรมที่อาจเคยมีร่วมกันในอดีต ทำในจิตเราหลังจากเราปฏิบัติภาวนาแล้วก็ได้ค่ะ เมื่อจิตมีกุศลและมีกำลังก็ทำเองค่ะ ไม่จำเป็นต้องทำเป็นพิธีการกับเขา เพราะการพบเจอกับเขาในยิ่งจะทำให้เขามีความหวังยิ่งพอกพูนตัณหาสังขารเขา


ส่วนเรื่องที่ว่าเคยเป็นเจ้ากรรมเวรกรรมกันมาก่อนนั้น ไม่แน่เสมอไปค่ะ คนเราทุกคนเคยทำกรรมมามากมาย แต่ไม่แน่ว่าผู้ที่มาพัวพันหรือมาทำร้ายกันในชาตินี้จะต้องเป็นเจ้ากรรมนายเวรกันเสมอไป แต่เป็นผลของกรรมที่เราทำแน่ค่ะ แต่จะทำกับใครบ้างนั้นไม่แน่ว่าเป็นเขาคนนั้นที่มาส่งผลกับเราค่ะ


สำหรับความพัวพันในทางรักใคร่นั้นมักเป็นเพราะเคยมีสัมพันธ์ในทางรักใคร่กันมาก่อนในชาติอื่น ในรูปแบบต่างๆ แต่ไม่จำเป็นต้องในรูปคนรักเสมอไป อาจเป็นความสัมพันธ์อื่นก็ได้เช่นกัน

แต่ก็มีกรณีที่คนบางคนสาบานสัญญาไว้ขอรักคนๆนี้ ขอเกิดมาเป็นคู่ครอง ฯลฯ


และก็มีที่เขาติดหนี้ที่เราเกื้อกูลเขาไว้มาก ทำให้เขามารักเราได้


ทั้งนี้ มีหลายกรณีที่เป็นไปได้ค่ะ เพร่ะเหตุปัจจัยมีมากมายและซับซ้อนมาก เพราะจิตคนเรามีความสลับซับซ้อนจากเจตสิกต่างๆที่ผสมผสานในจิต ถ้ายกกรณีมาอธิบายให้ครอบคลุมจะยาวเป็นหนังสือเลยค่ะ