← 🍃ธรรมมรรคา
13415 ต.ค.63อ่าน ~6 นาที

นั่งปฏิบัตินานๆแล้วปวดขามากๆ ควรทน หรือเปลี่ยนท่านั่ง

❓ ปุจฉา (คำถาม)
อาจารย์คะ เวลานั่งปฏิบัตินานๆแล้วปวดขามากๆหรือไม่สบายกายมากๆ เราควรทนจนหมดเวลาหรือเปลี่ยนท่านั่งคะ
💡 วิสัชนา (คำตอบ)

A: แล้วแต่กรณีค่ะ

🌿กรณีแรก🌿: นั่งตามรู้อาการนั้นต่อไป ตามดูไปจนความรู้สึกนั้นเปลี่ยนแปลงไปเอง มันหมดวาระไปเอง ตามหลักอนิจจัง

อันนี้ได้ทั้งขันติบารมี (คือมีความอดกลั้น อดทน แต่ไม่ใช่อดกลั้นอดทนด้วยโทสะนะคะ จึงจะเป็นขันติบารมี)

และได้อุเบกขาบารมี (ดูด้วยใจสมดุลเป็นกลาง)

การนั่งตามรู้ต่อไป จนความไม่สบายกายต่างๆ ผ่านพ้นไปได้ เป็นสิ่งที่ดี ที่ครูบาอาจารย์ท่านทำกันมา เมื่อผ่าพ้นไปได้ จิตเรามักจะเข้มแข็งขึ้นด้วย

แต่ต้องมีจิตที่ถูกต้อง คือจิตมีอุเบกขาจริง แม้ทุกข์กายแต่ใจไม่ทุกข์ ใจยังรักษาสมดุลย์ไว้ได้

ใจยังสามารถดูความทุกข์นั้นได้ ว่ามันเป็นแค่อาการทางกาย ที่ไม่เที่ยง

จิตที่กำลังดูอยู่อาการทางกายนั้นก็ไม่หวั่นไหว

เป็นจิตที่แยกจากกาย เป็นจิตที่ปราศจากการปรุงแต่งใดๆ (ว่าเจ็บ ว่าอึดอัด ว่าร้อน ว่าแน่น ว่าทุกข์) จิตเห็นเป็นเพียงว่ามันเวทนาชนิดหนึ่ง ที่มันย่อมต้องเปลี่ยนแปลงไปเมื่อเวลาส่งผลของมันสิ้นสุดลง

🌿กรณีสอง🌿: นั่งต่อไปสักระยะหนึ่งเท่าที่กายและใจรับได้ ถ้าจิตช่วงนี้ไม่มีกำลัง จะเพราะเหตุปัจจัยใดๆ เช่น นั่งมาหลายชั่วโมงแล้ว มีความเหน็ดเหนื่อยเกินไป หรือมีเหตุปัจจัยอื่นที่ทำลายความสงบสมดุลของจิจนจิตวางเฉยไม่ไหว จิตเริ่มปรุงแต่งเพิ่มพูนสังขาร ควรพิจารณาปรับเปลี่ยนท่าทางให้จิตได้ปรับตัวมามีกำลังขึ้น

🌿กรณีสาม🌿: เป็นช่วงที่กายและใจเสียสมดุลอย่างหนัก เช่น กายก็เจ็บมานาน ใจก็มีพายุรุนแรง พายุของใจไปเพิ่มเวทนาทางกายขึ้นไปอีก จนเราไม่เท่าทันมัน จิตแปรปรวนจนเสียขบวนรุนแรง จิตหงุดหงิด กราดเกรี้ยว หรือหดหู่มาก

จิตไม่มีกำลังที่จะสามารถพัฒนาอุเบกขาหรือสมดุลของจิตให้เข้มแข็งขึ้นได้ในระยะสั้นๆจากนี้ (5-10-20 นาที) หรือในระยะยาวขึ้น (30 นาทีขึ้นไป) ก็อาจควรพิจารณาปรับเปลี่ยนสภาพทางกายให้ผ่อนคลายลงก่อน เพราะจิตที่เสียหายมาก จะเพิ่มทั้งความทุกข์ทางกาย และเพิ่มสังขารที่เป็นอกุศลให้เพิ่มขึ้นได้มาก

กรณีนี้ให้พักรบแบบประจัญหน้า และถอยทัพมาฟื้นฟูกำลังของกองทัพใหม่ค่ะ

โดยอาจลุกไป อาจเปลี่ยนท่า อาจหันมาผ่อนคลาย อาจหายใจลึกๆยาวๆเพื่อผ่อนความตึง ฯลฯ แล้วค่อยกลับมาปฏิบัติต่อ

แต่ไม่ว่าจะลุกไป จะเดิน จะปรับท่า จะหายใจ จะผ่อนคลาย จะผ่อนลม ก็ให้รักษาสติอยู่กับการกระทำนั้นๆ จิตให้ยังรับรู้ ตามรู้ มีสติ มีสัมปชัญญา เบา ผ่อนคลาย ปล่อยวางไปด้วยเสมอ อย่าเผลอไผลให้ความคิดต่างๆ และนิวรณ์ ถือโอกาสเข้าแทรกแทรงจนพัฒนาได้

ให้รำลึกเสมอว่าทุกสิ่งที่เกิดกับเรา

ดี เลว อย่างไร

ล้วนเป็นเครื่องมือให้เราใช้สอยเท่านั้น

มันทำร้ายเราไม่ได้ (เว้นแต่เราจะรับของขวัญชิ้นนั้นมา และเอามันมาทุบตีตัวเอง)

ทุกประสบการณ์ คือสิ่งที่มีคุณค่า ที่สอนให้เราก้าวหน้าไปได้เรื่อยๆ เมื่อเราก้าวผ่านมันไปได้แต่ละอัน


การเดินทางไปสู่ยอดเขาที่อยู่สูงเสียดฟ้า

ย่อมไม่ใช่การเดินทางง่ายๆ

เราต้องข้ามเขาทีละลูก ทีละลูก

เราต้องตกหลุม เจอเหว เจอขวากหนาม และสะดุดล้ม

แต่ทว่า…แต่ละครั้งที่เราปีนป่ายเขาได้แต่ละลูก

ความสามารถของเราก็ย่อมพัฒนาขึ้นเป็นลำดับ

ความเชี่ยวชาญในการเดินทางข้ามเขาก็มีมากขึ้นเป็นลำดับ

ความกล้าแกร่งก็มากขึ้นเป็นลำดับ

ความยืดหยุ่นว่องไวก็มากขึ้นเป็นลำดับ

ความสามารถในการหลบหลีกหลุมพรางก็มากขึ้นเป็นลำดับ

ในที่สุด เราย่อมไปได้ถึงที่สุดของการเดินทางค่ะ