เวทนาขณะปฏิบัติ / เหตุผลที่เราต้องปฏิบัติเช้าและเย็น
นี่เป็นเหตุผลว่าเราต้องนั่งเช้าและเย็น1ชม. เพื่อวอร์มความรู้สึกนี้ไว้ตลอดหรือเปล่าคะ?
ถ้าเป็นดังนั้น ความรู้สึกนี้ มีผลดีอย่างไร?
A: ความรู้สึกทุกชนิด เป็นอนิจจัง (เป็นทุกขัง เป็นอนัตตา)
ไม่ว่าจะรู้สึกแข็ง เกร็ง ตึง ร้อน หยาบ หรือ ชา ซาบซ่าน เบา ละเอียด หรือว่าง โหวง ฯลฯ
ทุกความรู้สึกทั้งร้อยแปดพันเก้าประการที่สรรหาคำมาบรรยายทั้งหมดไม่ได้หมด บนกายเรา
ตกอยู่ในกรอบเดียวเท่านั้น ‘เกิดและดับ’
ไม่มีความรู้สึกใดมีฐานะพิเศษ หรือแตกต่างในทางคุณค่าให้ต้องใส่ใจแม้แต่ความรู้สึกเดียว
🍂ที่ว่า ^…มันชาซ่านเมื่อสนใจเข้ามาในตัว ความรู้สึกแบบนี้จะคงอยู่หรือไม่…^
🍃=ตอบว่า=
นี่ก็อนิจจังค่ะ มันไม่ได้ชาซ่านเสมอไปหรอกค่ะ
มันก็ยังคงเป็นไปตามกฎเดิม คืออนิจจัง มันจะยังคงอยู่หรือไม่นั้น ก็อนิจจังค่ะ มันอาจคงอยู่สักพัก แต่แล้วมันก็ต้องเปลี่ยนไปอยู่ดี ตามเหตุตามปัจจัยของมัน
🍂ที่ว่า ^…แม้ในชีวิตประจำวัน…^
🍃=ตอบว่า=
นี่ก็ไม่เสมอไปเช่นกันค่ะ ความรู้สึกต่างๆเวลาใช้ชีวิตประจำวัน มันก็เปลี่ยนไปต่างๆของมัน ตามธรรมชาติของมัน ไม่ได้เป็นสาระอะไร
ไม่ต้องใส่ใจให้เกิดความรู้สึกหนึ่งขึ้นมา
เพราะไม่มีความรู้สึกไหนดีกว่าความรู้สึกไหน
มันต่างเป็นแค่ “ความรู้สึก”
เป็นเท่านี้จริงๆ ไม่มีคุณค่าอย่างอื่นไปกว่านั้น
ทุกความรู้สึก จะดีไม่ดี ชอบไม่ชอบ ก็แค่ “ความรู้สึก”
มีความหมายแค่เป็น “ความรู้สึก”
ไม่มีอะไรมากกว่านั้นเลย
จะแตกต่างยังไง ขนาดไหน มันก็ตกอยู่ในคำเรียกเดียวว่า “ความรู้สึก” หรือบาลีเรียกว่าเวทนา
🍂ที่ว่า ^…นี่เป็นเหตุผลว่าเราต้องนั่งเช้าและเย็น1ชม. เพื่อวอร์มความรู้สึกนี้ไว้ตลอดหรือป่าวคะ…^
🍃=ตอบว่า=
ไม่ค่ะ เราไม่ได้นั่งเช้าเย็น เพื่อเหตุผลนี้ เรานั่งเช้าเย็นเพื่อ
ก. รักษาความต่อเนื่องของการปฏิบัติ
ข. พัฒนาจิตทุกๆวัน ให้จิตมีพลัง จิตมีความเข้มแข็ง
ค. ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากกิเลส หมั่นขจัดกิเลสทุกวัน
ง. นั่งให้เกิดปัญญา เกิดการฝึกฝนปล่อยวาง
จ. นั่งให้จิตเกิดสมาธิตั้งมั่นดีขึ้น
ฯลฯ
ไม่ใช่นั่งเพื่อวอร์มหรือเก็บความรู้สึก เก็บเวทนาชนิดใดๆอะไรไว้ค่ะ
ความรู้สึกมันไม่มีอะไรดีให้ต้องเก็บไว้แม้สักอย่าง
แม้อยากจะเก็บไว้ มันก็เก็บไม่ได้อยู่ดี มันเป็นไปตามกฎธรรมชาติที่ทุกอย่างต้องเปลี่ยนไป
ส่วนที่ต้องเก็บไว้มีแค่ ความเข้าใจถึงความเกิดดับของมัน เห็นความไม่เที่ยงของมัน
🍂ที่ว่า ^…ถ้าเป็นดังนั้น ความรู้สึกนี้ มีผลดีอย่างไร…^
🍃=ตอบว่า=
ไม่มีผลอะไรค่ะ ไม่มีความรู้สึกใดที่มีผลดี ผลไม่ดี
แต่จิตที่วางความรู้สึกทุกอย่างได้ จนไม่เห็นทันเป็นความรู้สึก (เห็นแต่ความไม่เที่ยงของมัน) จึงจะเป็นผลดีค่ะ
ความรู้สึก เมื่อเกิดมา ก็จะดับไป
มีเท่านั้น เป็นเพียงเท่านั้น เป็นของมันอยู่แบบนั้น ตลอดเวลา
เป็นทั้งตัว ทั้งภายนอกภายใน เป็นทุกอณูของ “กาย” หรือ “รูป”
🌿ข้อพึงเข้าใจ🌿:
🌿การที่เรายังมองว่าแต่ละเวทนาเป็นประเภทของความรู้สึกแต่ละอย่างที่แตกต่างกันนั้น
ก็เนื่องจิตของเราที่คิดไปเอง
เกิดจากสังขารการปรุงแต่งของเรา
เกิดจากสัญญาความจำได้หมายรู้ของเราที่ไปบัญญัติสิ่งต่างๆว่าเป็นแบบนั้น เป็นแบบนี้
เมื่อเรายึดติดกับ ’สมมุติบัญญัติ’ ว่านี่คืออย่างนี้ นั่นคืออย่างนั้น
ความรู้สึกแบบนี้เรียกว่าร้อน ความรู้สึกนี้เรียกว่าคัน ความรู้สึกนี้เรียกว่าสั่นสะเทือน
อนุสัยกิเลสในจิตเราก็ทำให้เราเกิดความพอใจ ไม่พอใจต่อความรู้สึกเหล่านั้น
จิตเราก็จะเสียดุลยภาพ ไม่มีอุเบกขา จิตจะก่อสังขารใหม่ เกิดการปรุงแต่งใหม่ขึ้นในจิตอีก
การปฏิบัติวิปัสสนามุ่งให้เราถอนสมมุติบัญญัติ
และเข้าถึงความจริงขั้นปรมัตถ์ของสรรพสิ่ง
ปฏิบัติเพื่อให้เห็นจริงของธรรมชาติ ปฏิบัติให้จิตเราออกจากสมมุติสัจจะ สู่ปรมัตถสัจจะ
เห็นประจักษ์ในความจริงขั้นสูงสุด
เช่น เมื่อรับรู้เวทนา ก็เห็นแต่ความไม่เที่ยงของมัน ความไม่มีตัวตนที่แท้จริงของมัน
เห็นมันเป็นแค่การเกิดดับของสิ่งหนึ่งเท่านั้น
“ไม่เห็นมันเป็นประเภทต่างๆของความรู้สึก” ว่านี่ร้อน นี่คัน นี่ชา นี่ซาบซ่าน
เห็นแค่ว่านี่คือเวทนาหนึ่ง ที่ก็ไม่เที่ยง
จิตที่ทิ้ง “ความต่าง”ของเวทนาได้โดยสิ้นเชิง
กล่าวคือ สามารถเห็นทุกความรู้สึกแบบไม่ต่างกันเลยแม้แต่น้อย
จิตแบบนี้ จึงจะวางจากการยึดมั่นถือมั่นได้
จิตแบบนี้จึงเกิดปัญญาอย่างแท้จริง
จิตแบบนี้ถ้าพัฒนาต่อไปเรื่อยๆนานเข้านานเข้า ความจริงขั้นปรมัตถ์ที่ปรากฏแล้วๆเล่าในจิตจะ
พัฒนาขึ้น
ทำให้ผู้นั้นค่อยๆหลุดพ้นจากความมีตัวมีตนของสรรพสิ่ง
เกิดความปล่อยวางอย่างแท้จริง
และเมื่อปฏิบัติต่อไปอย่างต่อเนื่อง ก็ปล่อยวางได้ทั้งหมดทุกสิ่ง ก้าวเข้าสู่พระนิพพาน🌿