ชีวิตประจำวันอยู่กับลมหายใจ และเห็นความคิดที่เข้ามา
แบบนี้มันคืออะไรคะ
ที่ถามว่า * ทุกวันนี้ในการใช้ชีวิตประจำวัน
สังเกตว่าตัวเองอยู่กับลมหายใจ-เฝ้าดูลมหายใจได้ดีขึ้น กลับไปที่ลมหายใจชัดเจนขึ้น *
ในชีวิตประจำวันที่เรารู้ลมได้ดีขึ้น จับได้ไวขึ้นเพราะเราได้เคยฝึกจิตในห้องปฏิบัติมา
จิตเราจึงมีการพัฒนาขึ้น
มีสติมากขึ้น
แม้ใช้ชีวิตประจำวันอยู่ ก็อาจรู้ลมหายใจขึ้นมาเองบ้าง รู้เวทนาขึ้นมาบ้าง
ยิ่งฝึกบ่อยๆ ปฏิบัติมากๆ
ความรู้ตัว ความมีสติยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ
เราจะมีสติรับรู้ลม หรือเวทนาบ่อยขึ้น
รวมถึงการเท่าทันจิตตัวเอง
เช่น เห็นความโกรธ ความหงุดหงิด ความไม่ดีในนิสัยตัวเองบ่อยขึ้น ถี่ขึ้น
ทั้งนี้ เพราะเราเริ่มมีสติไวขึ้น เราจึงรู้ตัวบ่อยขึ้นนั่นเอง
แต่เมื่อเห็นความเหลวไหลของจิตเรา หรือความคิดร้ายกาจต่างๆในจิตเรา ให้ระวัง
อย่าปล่อยให้มันพลุ่งพล่านออกมาตามใจมัน
ให้รู้ทันมัน และวางใจเป็นกลางให้เร็ว อาจด้วยการไปสังเกตลมหายใจหรือเวทนาให้ต่อๆๆๆกันสักระยะ เช่น 5 นาที
ในทางตรงข้าม อย่าได้ไปหงุดหงิดโมโหตัวเอง ที่มีความไม่ดีเหล่านั้นในจิต
การโมโหตัวเอง จะเป็นการไปเพิ่มโทสะกิเลส คือเพิ่มโทสะด้านความหงุดหงิดฉุนเฉียวขึ้นมาอีกตัวใหม่ บนความคิดเดิมที่ไม่ดี
เลยกลายเป็นก่ออกุศลใหม่บนอกุศลปัจจุบันที่กำลังดำเนินอยู่
ที่ถามว่า * ในขณะเดียวกันก็เห็นความคิดที่เข้ามาด้วย แบบนี้มันคืออะไรคะ*
เหมือนกับคำตอบเมื่อครู่ค่ะ
คือกำลังรู้ทั้งลม และกำลังหลงไปกับความคิด
ความคิดก่อตัวเป็นรูปร่างมาจากความฟุ้งกระจายของจิต
แรกๆแค่ฟุ้งไม่ทันขยายตัวชัดเจน แต่พอฟุ้งไปนาน ความคิดต่างๆก็จะเกิดขึ้น (ทั้งดีและไม่ดี)
ช่วงที่อยู่นอกห้องปฏิบัติ จิตมักไม่ได้กำลังมีสติอยู่เป็นพื้นเดิม
คือมันพล่านไปมาตามสิ่งกระทบทวารทั้งหก คือทางตา หู จมูก ฯ
ถ้ากระทบทางมโนทวาร หรือทางใจ ก็เกิดจากจิตที่ขาดสติจะมีความฟุ้งเป็นฐาน (มีอวิชชา) จิตก็ไปจับเรื่องราวต่างๆมาเป็นความคิดแล้วแต่สิ่งที่มากระทบ
ดังนั้น บ่อยครั้งในชีวิตประจำวัน เราจึงคิดมากมายเต็มหัวไปหมดตลอดเวลา
พอมานั่งปฏิบัติ หัวจึงบาน
จิตไม่มีสมาธิ จิตพล่าน รวมลงยาก นั่งไม่ค่อยได้ผล