รู้สึกเหมือนจิตมารวม บริเวณระหว่างปากช่องจมูก
และดูเหมือนจะมีกระแสออกจากจิตโดยรอบ...
จะรู้สึกเย็น อีกทั้งแปลบๆแบบเบาๆ ....
A: ขอตอบแบ่งทีละส่วนของคำถามนะคะ
🍂ขณะนั่งปฏิบัติได้สักระยะหนึ่ง เหมือนจิตมารวมกัน บริเวณระหว่างปากช่องจมูกและหน้าอก…?
🍃การปฏิบัติ คือ เอาจิตมารู้ที่ตัวเอง (คือ จิตไม่ส่งออกนอกตัวเอง)
ส่วนการรู้นั้น จะรู้ภายใน’ร่างกาย’ของตัวเอง หรือรู้ใน’จิต’ของตัวเองก็ได้
ขอให้รู้ในตัวเองเท่านั้น
ดังนั้นการที่จิตไปรับรู้ตามส่วนต่างๆของร่างกาย ก็เป็นธรรมดาของการปฏิบัติ จะเป็นรู้ที่ปาก รู้ที่ช่องจมูก รู้ที่หน้าอก หรือรู้ที่ตรงไหนบนกายนี้ก็ย่อมได้
ถ้าไม่รู้อยู่ แสดงว่าจิตไม่ได้อยู่กับตัวเองแล้ว ไม่ได้ปฏิบัติแล้ว
ส่วนที่ว่าจิตมารวมกัน
เวลาจิตรับรู้ที่ไหนอย่างเต็มที่ด้วยสติ จิตก็ย่อมรวมลงไปรับรู้อยู่ที่ตรงนั้นนี่ก็เป็นปกติธรรมดาของการปฏิบัติ
🍂 และดูเหมือนจะมีกระแสออกจากจิตโดยรอบ…?
🍃จิตที่รับรู้เวทนาบนกายอยู่นั้นเป็นจิตที่เป็นสมาธิตั้งมั่นอยู่ ณ ที่ตรงนั้น ณ ขณะนั้นๆ
คือจิตมีสมาธิ มีสติอยู่ รับรู้อยู่เป็นรายขณะของจิต ทีละขณะ ทีละขณะไป
ถ้าจิตรู้ต่อๆกันไปทุกๆขณะอย่างไม่ขาดตอน รู้ขณะแล้วขณะเล่า รู้ทุกๆขณะ ความรู้สึกอาจเหมือนเป็นกระแสการรับรู้ของจิตที่มีความต่อเนื่อง
บางครั้งการรับรู้กายของจิตขณะนั้นกินพื้นที่ขอบเขตกว้างกว่าทีละส่วน ก็อาจรู้สึกเหมือนจิตเราออกมาโดยรอบ จริงๆแค่จิตมีการรับรู้วงกว้างขึ้นเท่านั้น
🍂 จะรู้สึกเย็น อีกทั้งแปลบๆแบบเบาๆ…?
🍃ทั้งหมดนี้ ก็แค่เวทนารูปแบบต่างๆที่จิตไปรับรู้
🍂 โดยที่ไม่มีกาย ไม่มีเส้นขอบที่เป็นรูปกาย…?
🍃เมื่อจิตรู้อยู่ที่เวทนาด้วยสติอยู่ ก็อาจรู้ถึงความเป็นกาย ความเป็นรูปเป็นร่างของกายลดลง ไม่ใช่ไม่มีกาย ไม่มีเส้นขอบของกาย ไม่ใช่สภาวะอะไรค่ะ แค่จิตไปสนใจที่อื่น (เวทนา) การรับรู้ที่นี่ (ตัวความเป็นกาย) ก็ลดไปหรือหายไป
ถ้าเราไปเอะใจว่า เอ๊ะ นี่เรากำลังไม่มีกายนะ กำลังไม่มีขอบกาย หรือนี่เรามีทรงแบบนี้นะ หรือตัวหายไป หรือกายเปลี่ยนเป็นอะไรต่ออะไร ฯลฯ สารพัด อันนี้จะทำให้เราหลงแล้วค่ะ
เพราะนี่คือการปรุงแต่งของจิตล้วนๆ
เนื้อแท้แล้ว มันไม่ได้เป็นอะไรเลย ไม่ใช่อะไรเลยทั้งสิ้น
แต่เป็นล่อหลอกของกิเลส(จากการปรุงแต่ง)ในตัวเรา
เพื่อที่ให้เราหันไปดูมัน เพื่อให้เราหยุดใส่ใจในงานหลักของเรา(คือการตามรู้เวทนา) มันทำให้เราเขว ก็เท่านั้น
อย่าหลงกลมัน
มันไม่มีร่างกายแล้วอย่างไร
มันไม่มีขอบของร่างกายแล้วอย่างไร
ตัวหายแล้วอย่างไร
ร่างกายเรากลายเป็นแบบนี้แล้วอย่างไร ฯลฯ
ล้วนไม่ใช่เรื่องที่เราต้องไปใส่ใจแม้แต่น้อย
การที่เราไม่สน ไม่ยุ่ง คือการที่จิตเราวางเฉยกับมันได้
นี่คือจิตที่มีสติและเป็นอุเบกขาอยู่
งานเรารอเราอยู่ คือเคลื่อนไปรับรู้เวทนาต่อไป
อย่าไปแวะเวียนตรงนั้นตรงนี้ เดี๋ยวเอ๊ะนั่น เดี๋ยวเอ๊ะนี่
นี่คือเราหลงกลพ่ายแพ้การปรุงแต่ง หรือการปรากฏของสังขารแล้ว
🍂 หนูจึงเพ่งมองไปที่จิตรวม พร้อมกับเห็นกระแสนั้นไปเรื่อยๆ…?
🍃ไม่ต้องสนใจว่าจิตรวมไม่รวมอะไรนะคะ
จิตรู้ตรงไหน มันก็คือรวมลงรับรู้อยู่ตรงนั้นตอนนั้น
งานตรงนั้นจบแล้ว
ก็เคลื่อนไปรับรู้ตรงที่ใหม่
ไม่ต้องสนใจการปรุงแต่งของจิตเรื่องอื่นๆ
การรู้สึกเหมือนจิตรวม การไปใส่ใจกับกระแส อันนี้ก็เช่นกัน มันไม่มีสาระอะไรค่ะ
มันจะเป็นจิตรวม หรือความรู้สึกอะไร
เรามีหน้าที่เดียวค่ะ
“รับรู้มันตามสภาพจริงของมัน ด้วยจิตที่ปล่อยวางมันอย่างสิ้นเชิง”
อย่าทำอะไรเพิ่มจากนั้น