← 🍃ธรรมมรรคา
086อ่าน ~3 นาที

ใช้อะไรเป็นตัวบอกว่า อุเบกขาจริง หรืออุเบกขาปลอม

ก่อนอื่น…

ต้องแยกระหว่างอุเบกขาที่เป็นเวทนา (อุเบกขาเวทนา)

กับจิตมีอุเบกขา (อุเบกขาจิต)ให้ชัดนะคะ

ความรุ้สึกบนกายหรือเวทนามีสามอย่าง คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา และอุเบกขาเวทนา อุเบกขาเวทนา นี้คือร่างกายมีความรู้สึกเฉยๆ ไม่ได้สุขกาย ไม่ได้ทุกข์กาย อันนี้ไม่ใช่จิตเป็นอุเบกขา แต่เป็นความรู้สึกที่เรียกว่าอุเบกขาเวทนา

ถ้าจิตมีสติไปรับรู้…

รับรู้ความรู้สึกว่าสุขกาย

รับรู้ความรู้สึกว่าทุกข์กาย

หรือรับรู้ความรู้สึกที่ไม่สุขไม่ทุกข์กาย โดยรับรู้ด้วยความปล่อยวาง มีสติรู้ตัวอยู่ ไม่ชอบ ไม่ชัง

รู้อย่างที่มันเป็น

อันนี้คือจิตมีอุเบกขาค่ะ

จิตที่มีอุเบกขาอย่างถูกต้อง จะเบา จะเย็น จะสงบสุข เพราะการปล่อยวางสิ่งที่รู้เหล่านั้น

จิตจะไม่เคร่งตึง ไม่เกร็ง ไม่มุ่งมาดปรารถนาอะไร

แค่รู้มันอย่างที่มันเป็น

รู้อย่างไม่ตีค่า ประเมินค่า

รู้อย่างไม่ยึดมั่นถือมั่น

รู้ถึงความไม่เที่ยง

รู้เฉยๆไม่ต่อยอดปรุงแต่งทำความเข้าใจ


อุเบกขาจิต มีระดับที่ต่างกัน

อุเบกขาขั้นภาวนาหรือขั้นปฏิบัติธรรม ย่อมไม่เหมือนกับอุเบกขาของคนที่ไม่เคยฝึกจิต

ยิ่งฝึกนาน (และทำถูกต้อง และเข้าใจความรู้สึกที่จิตได้อุเบกขา) ความเข้าถึงอุเบกขาจิต ก็จะลึกซึ้งขึ้น

มันจะแตกต่างมากจากระดับต้นๆ

จิตจะมีคุณสมบัติที่ต่างกันมากค่ะ

กระนั้นก็ดี คนที่ปฏิบัติมากๆบางคนก็ใช่ว่าจะเข้าใจความเป็นอุเบกขานะคะ

แต่กดดันตนเอง สั่งตนเองให้นิ่ง ให้วาง ให้เคร่งครัดเคร่งขรึม ให้ทิ้งทุกอย่าง ให้วางเฉยให้ได้

แบบนี้ก็ไม่เป็นอุเบกขาค่ะ มันไม่ใช่ธรรมชาติ

ไม่ละมุนละไมสุขจิตเย็นใจด้วยธรรมะ

การกดดันตนเองคือความเร่าร้อนอย่างหนึ่ง

พี่ขอพักแค่นี้ก่อนนะคะ

เดี๋ยวดีขึ้นค่อยมาขยายความกัน ถ้ายังอยากทราบเพิ่มเติม 🌸