จะวางอุเบกขาขณะหลับได้อย่างไร
A : เราต่างก็มีปมในใจกันทุกคนค่ะ แต่ถ้าปมนั้นค่อนข้างฝังใจและเราเองยังคงคิดถึงเรื่องนั้นอยู่เสมอ เรื่องนั้นก็จะคอยปรากฏในจิตเราทั้งยามตื่นและยามหลับ
การปฏิบัติวิปัสสนาเป็นวิธีทางออกที่ดีที่สุด
ถ้าปมนั้นลึกมากก็จะต้องใช้ความพากเพียรปฏิบัติให้จิตเข้มแข็งด้วยพลังแห่งกุศลและมีปัญญามากขึ้น และต้องหมั่นปฏิบัติให้ต่อเนื่องจริงจังต่อไปจนมันค่อยๆคลี่คลาย
ความจริงมีกรรมฐานอีกหลายตัวที่อาจจะใช้ร่วมกันเพื่อช่วยได้ ขึ้นกับว่าปมนั้นเป็นปมประเภทไหนค่ะ
อีกอย่างหนึ่งเราจะต้องไม่ไปนึกเสียใจกับสิ่งที่ผ่านพ้นไปแล้ว การนึกถึงซ้ำไปซ้ำมาถึงสิ่งที่เราเป็นทุกข์เป็นการนำความทุกข์อันนั้นกลับมาสู่เราอีกทุกครั้งที่เราคิดแล้วๆเล่าๆ
จะยิ่งเป็นการตอกย้ำให้ปมนั้นมีกำลังมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว
เราย้อนกลับไปแก้ไขอดีตไม่ได้ก็จริง
แต่เราแก้ไขได้ที่ปัจจุบันแน่นอน และมีแต่ปัจจุบันเท่านั้นที่เราควบคุมได้
ถ้าทุกๆขณะของปัจจุบัน เราแก้ไขอยู่ด้วยการมีสติสัมปชัญญะ วันข้างหน้าทุกปมในอดีตย่อมคลายออกและสลายไปในที่สุด
การใช้โยนิโสมนสิการ ก็เป็นตัวช่วยที่มีประสิทธิภาพมาก ยิ่งสำหรับผู้ปฏิบัติแล้ว ระดับของการใช้โยนิโสมนสิการจะสูงขึ้นตามภูมิธรรมของผู้ปฏิบัติและมีกำลังมากขึ้นด้วย
ในหลายๆครั้งที่จิตใจหดหู่เศร้าหมอง เราอาจไม่สามารถปฏิบัติได้ เพราะจิตใจที่หนักหน่วงก็ไม่อาจจะรับรู้ลมหายใจหรือเวทนาอย่างมีกำลังได้ กรณีเช่นนี้โยนิโสมนสิการช่วยได้มากอย่างยิ่ง
Q ผมขอเล่าและถามเพิ่มเติมครับ : หลังกลับจากการรับใช้ธรรมะ ในช่วงเช้าตื่นขึ้นมาจากความฝัน (ปมในใจของผมเรื่องหนึ่งคือ ผมไปเข้าห้องสอบไม่ทัน สายไป 1 ชั่วโมงแต่โชคดีที่อาจารย์ให้เข้าห้องสอบ ผมตกใจและมีความกลัวฝังใจมาก) ผมสงสัยครับ ว่าเราจะวางอุเบกขาในขณะหลับได้อย่างไรครับ
A
เรื่องนี้ไม่ถือว่าเป็นปมในใจที่ลึก แต่เป็นความกังวลในจิตใจเท่านั้น อันนี้ยังไม่ค่อยน่าเป็นห่วงค่ะ เราอาจจะฝึกวางแผนการใช้ตารางชีวิตให้ดีขึ้น ฝึกทำอะไรเป็นระบบระเบียบมากขึ้น ก็จะไม่ต้องกังวลเรื่องการมาสาย ถ้าเราเยือกเย็นไม่ลนลานความกังวลเหล่านี้จะไม่มี
ส่วนที่ถามว่าจะวางอุเบกขาขณะหลับได้อย่างไรนั้น
เวลาเราหลับจิตจะอยู่ในภวังค์
จิตไม่ได้ตื่นรู้อยู่ เราจึงไม่สามารถวางอุเบกขาขณะที่เราหลับอยู่ได้
แต่ถ้าเราเป็นผู้ที่ฝึกอุเบกขาอย่างต่อเนื่องในเวลาที่เราตื่นอยู่จนเป็นนิสัย จนมีอุเบกขาเป็นตัวตนเพราะความรู้ในอนิจจังของสรรพสิ่ง จิตที่ฝึกแล้วเช่นนี้จะสงบระงับเป็นธรรมชาติ
จิตเช่นนี้จะมีอุเบกขาเป็นพื้น
และเมื่อจิตมีสภาพที่เป็นอุเบกขาเมื่อเวลาหลับ ที่จิตอยู่ในภวังค์จิตก็จะมีลักษณะเดียวกัน
ความฝันที่เกิดขึ้นหลังจากที่คนเราได้ฝึกปฏิบัติมาแล้วนานๆ จะสะท้อนสภาพจิตใหม่ที่ต่างจากเดิมอย่างมาก บางครั้งถึงกับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง
ปฏิกิริยาตอบโต้ต่อสิ่งกระทบแม้อยู่ในความฝันก็เป็นปฏิกิริยาที่มีแต่ให้อภัย มีเมตตา และมีความสุขทั้งๆที่เนื้อหาความฝันยังอาจเป็นผู้ถูกกระทำแบบไม่ดี
จิตที่ได้รับการขัดเกลาจนบริสุทธิ์ขึ้นเป็นลำดับ ย่อมเป็นสุขทั้งยามตื่นหรือยามหลับ
ยิ่งถ้าผู้ปฏิบัติ ปฏิบัติจนข้ามขั้นจากปุถุชนสู่อริยบุคคล ความฝันที่เกิดจากความไม่บริสุทธิ์ของจิตก็จะหายไป