ทุกข์ของคนที่เรารัก(เราก็ทุกข์ด้วย)
A: เรื่องความทุกข์ทางสุขภาพทั้งทางกายและใจ ที่เกิดกับบุคคลที่เรารัก เป็นธรรมดาอยู่เองที่เราจะรู้สึกทุกข์ไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าบุคคลนั้นเป็นลูกของเรา พ่อแม่เรา คู่ครองเรา
ก่อนอื่นเราต้องตั้งสติของตนให้มั่นคงก่อน
ถ้าเราขาดสติการจัดการในเรื่องต่างๆอย่างตื่นตระหนก จะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง
ให้นิ่ง และสงบจิตตนเองก่อน
อาจดูลมหายใจเข้าออกซักห้าถึงสิบชุด
จิตที่สงบนิ่งจะมองเห็นภาพรวมของปัญหาได้ชัดเจนขึ้น และจะเห็นทางออกของปัญหาที่ชาญฉลาดขึ้น
จิตที่กังวลห่วงใย จะตื่นตระหนกมือไม้สั่น กลายเป็นตัวเรามีปัญหาไปด้วย สภาพจิตแบบนี้ย่อมไม่สามารถแก้ปัญหาให้ใครได้ เลิฟเผลอตัวเราอาจเป็นตัวปัญหาเสียเองด้วย
เมื่อจิตสงบแล้วปัญญาจะเกิด ทางแก้ไขจะค่อยๆมาเอง
อันนี้อยากจะฝากให้ทุกคนพิจารณา และฝึกไว้ด้วยนะคะ เพราะเราทุกคนต่างมีบุคคลอันเป็นที่รัก
กล่าวคือ ให้หมั่นระลึกอยู่เสมอว่า แต่ละคนมีกรรมและวิบากเป็นของตนเอง เราไม่สามารถไปเปลี่ยนแปลงกรรมและวิบากของคนอื่นได้
ที่แต่ละคนมาเกิดอยู่กับเรา มาอยู่ใกล้ชิดกับเรา ก็เป็นเพราะเรามีกรรมและวิบากร่วมกันมา ยิ่งมาร่วมกันมาก ผูกพันมาก ก็จะสุขทุกข์ให้กับคนเหล่านั้นมาก
การที่เราฝึกพัฒนาจิตให้มีอุเบกขา ฝึกปัญญา ก็เพื่อที่จะสามารถสร้างกำลังของจิตให้สามารถรองรับความเปลี่ยนแปลงผันแปรต่างๆ และสิ่งไม่คาดฝันเหล่านี้ได้อย่างไม่หวั่นไหว
เรื่องบางเรื่องเราไม่สามารถช่วยเหลือเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลย เรามีแต่ต้องยอมรับตามความเป็นจริง
เราทำได้อย่างเดียวคือ ทำใจ
ผู้ที่ฝึกจิตต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จะมีความสามารถ "ทำใจ" หรือ การยอมรับความเป็นจริงได้มากขึ้นเป็นลำดับไป
ยิ่งผู้ใดฝึกอุเบกขาขั้นสูงขึ้นเรื่อยๆ มีปัญญาเห็นความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในระดับลึกของจิตใจได้จริงแล้ว เหล่าความผันแปรของชีวิตที่แม้อุกฤษฎ์ ก็ไม่สามารถสร้างความหวั่นไหวให้กับบุคคลเหล่านั้นได้เลย
เราจะคิดได้เองว่า ไม่มีสิ่งใดเป็นของเราแม้ตัวเราก็ไม่ใช่ของเรา แต่ความคิดในระดับปฏิบัติจะลึกซึ้งกว่าความคิดในการบอกตนเอง
เพราะในระดับปฏิบัติจะเป็นสิ่งที่ทำได้เองโดยอัตโนมัติ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ความพยายามคิดให้เป็นเช่นนั้น
การปฏิบัติยังช่วยให้เราไม่ยึดมั่นถือมั่นกับบุคคลหรือสิ่งต่างๆ
การปล่อยวางนั้น ยิ่งทำได้มากเท่าไหร่ชีวิตก็จะเบาขึ้นได้มากขึ้นเท่านั้น