อิทธิบาท 4
ขอความเมตตาอธิบาย สัมปยุต อุทธัจจะ ถีนมิทธะ กามคุณ๕ กราบขอบพระคุณมากค่ะ
A: อันนี้หนูถามความหมายเฉยๆใช่ไหมคะ?
สัมปยุต แปลว่า ประกอบด้วย ประกอบพร้อม
อุทธัจจะ คือ ความฟุ้งซ่าน ความกระวนกระวาย
ถีนมิทธะ คือ ถีนะ ความหดหู่
กับมิทธะ คือ ความง่วง ความเซื่องซึม
กามคุณ หมายถึง สิ่งที่น่าปรารถนา สิ่งที่ชวนให้รักใคร่ ชวนให้กำหนัดยินดี
มี 5 คือ รูป(ที่ตาเห็น) เสียง(ที่หูได้ยิน) กลิ่น รส โผฏฐัพพะ(สัมผัสทางกาย) ที่น่ายินดีน่าเพลิดเพลินทั้งหลาย
จิตของผู้ปฏิบัติ เมื่อปฏิบัติอยู่มักถูกนิวรณ์ต่างๆ กลุ้มรุม ทำให้การปฏิบัติก้าวไปด้วยความยากลำบาก
ผู้ปฏิบัติพึงเจริญอิทธิบาท (=คุณธรรมอันนำไปถึงซึ่งความสำเร็จที่มุ่งหมายไว้) เพื่อยังจิตให้เข้มแข็งและสามารถฝ่าฟันอุปสรรคที่ขวางกั้นความเจริญในธรรมได้สำเร็จ
Q: อาจารย์คะ หนูขอถามเกี่ยวกับอิทธิบาท 4 คะ อ่านแล้วงงๆจริงๆคะ
Q.1 ฉันทะที่ประคองเกินไป ฉันทะที่ประกอบด้วยอุทธัจจะ คืออะไรคะ หนูไป search ดูความหมายของคำว่า อุทธัจจะ แปลว่า ความฟุ้งซ่าน
ถ้างั้นฉันทะที่ประคองมากไปจะต่างกันอย่างไรกับฉันทะที่ฟุ้งซ่านออกไปในภายนอกอย่างไรคะ
A: อันนี้ถ้าจะตอบให้พิสดาร จะค่อนข้างยาวและต้องใช้การอธิบาย
ขอตอบพอสังเขปนะคะ
คำว่า”ประคองมากไป” หรืออุทธัจจะ ในที่นี้หมายถึง การ’เข่น’ การไม่สงบระงับของจิตด้วยความพยายามที่ไม่สมดุล
จิตของผู้ปฏิบัติที่ตั้งใจเกินไปเป็นจิตที่ซัดส่าย ถึงแม้ว่าเป็นการเฝ้าดูอยู่กับอารมณ์กรรมฐานภายใน แต่กลับเฝ้าดูด้วยความสั่นไหวไม่พอดี
ความมีจิตไม่สงบระงับเช่นนี้คือตัวอุทธัจจะ (ซึ่งคืออาการที่เกิดทั่วไปทุกเวลาที่จิตเผลอขาดสติ)
ส่วนคำว่า”ฟุ้งซ่านออกไปในภายนอก” การฟุ้งในที่นี้ คือการส่งจิตออกไปนอกตัว ไปเพลิดเพลินในกามคุณภายนอก เป็นการคิดเตลิดออกไปไกลนอกตัว นอกอารมณ์กรรมฐาน
Q.2 อยากสอบถามเรื่องอิทธิบาทสี่ในทางปฏิบัติ เวลาที่เรานั่งวิปัสสนา จิตที่เป็นฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสาก็คือการตั้งใจเพียรปฏิบัติ รับรู้ทุกเวทนาที่เกิดขึ้นด้วยจิตที่เป็นอุเบกขาใช่หรือเปล่าคะ?
A: ต้องขอตอบแบบสังเขปเช่นกันค่ะ
อิทธิบาทสี่ (ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา) ไม่ใช่ตัวจิตทั้งหมด แต่เป็นทั้งจิต (จิตตะ) และอาการหรือคุณสมบัติของจิต (ฉันทะ วิริยะ วิมังสา)
อิทธิบาท เป็นองค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ (โพธิปักขิยธรรม) ที่เราต้องเจริญ เหมือนกับที่เราเจริญสติปัฏฐานสี่ หรือองค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ตัวอื่นๆ เช่น พละห้า สัมมัปธานสี่ มรรคมีองค์แปด เป็นต้น
การที่เราปฏิบัติสติปัฏฐานตามแนวทางของเรา คือการรู้ด้วยปัญญาถึงความเป็นอนิจจังหรือความไม่เที่ยงของสรรพสิ่ง โดยการพิจารณาจากภายในตัวเรา ซึ่งประกอบด้วยกายและจิต (ลมหายใจคือกาย เวทนาหรือความรู้สึกคือจิต) เมื่อปัญญาเห็นความไม่เที่ยงนี้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง จิตก็จะมีอุเบกขาอย่างสมบูรณ์ อันนี้คือหลักของวิปัสสนา
ส่วนการใช้อิทธิบาท ขอสมมุติว่ายกเอา’ฉันทะ’ ตัวเดียวมากล่าวถึงในที่นี้นะคะ
ฉันทะ คือ ความพอใจ ความใฝ่ใจ ความฝักใฝ่
เช่น ถ้าผู้ปฏิบัติมีฉันทะในสมาธิ
ก็คือมีความพอใจ มีความใส่ใจในการอบรมสมาธิ - ยิ่งมีฉันทะในสมาธิมาก ความก้าวหน้าของสมาธิก็จะเกิดขึ้นได้มาก
หรือ หากมีฉันทะในการตามรู้เวทนา ด้วยเห็นเป็นของไม่เที่ยง จิตก็จะมีกำลังเพราะความใส่ใจ ความพอใจที่จะติดตามเฝ้าดูความไม่เที่ยงของเวทนานั้นอย่างต่อเนื่อง การเฝ้าขจัดสังขารและกิเลสก็เกิดขึ้นได้มากตามไปด้วย
ตัวอื่นๆในอิทธิบาทก็พิจารณาในทำนองเดียวกัน
ดังนั้นถ้าใช้อิทธิบาทสี่เป็นธรรมะปฏิบัติของบุคคลนั้น ย่อมก้าวหน้าอย่างมีกำลัง และมีผลยิ่ง