← 🍃ธรรมมรรคา
003อ่าน ~6 นาที

อิทธิบาท 4

❓ ปุจฉา (คำถาม)
กราบท่านอาจารย์ที่เคารพ

ขอความเมตตาอธิบาย สัมปยุต อุทธัจจะ ถีนมิทธะ กามคุณ๕ กราบขอบพระคุณมากค่ะ
💡 วิสัชนา (คำตอบ)

A: อันนี้หนูถามความหมายเฉยๆใช่ไหมคะ?

สัมปยุต แปลว่า ประกอบด้วย ประกอบพร้อม

อุทธัจจะ คือ ความฟุ้งซ่าน ความกระวนกระวาย

ถีนมิทธะ คือ ถีนะ ความหดหู่

กับมิทธะ คือ ความง่วง ความเซื่องซึม

กามคุณ หมายถึง สิ่งที่น่าปรารถนา สิ่งที่ชวนให้รักใคร่ ชวนให้กำหนัดยินดี

มี 5 คือ รูป(ที่ตาเห็น) เสียง(ที่หูได้ยิน) กลิ่น รส โผฏฐัพพะ(สัมผัสทางกาย) ที่น่ายินดีน่าเพลิดเพลินทั้งหลาย

จิตของผู้ปฏิบัติ เมื่อปฏิบัติอยู่มักถูกนิวรณ์ต่างๆ กลุ้มรุม ทำให้การปฏิบัติก้าวไปด้วยความยากลำบาก

ผู้ปฏิบัติพึงเจริญอิทธิบาท (=คุณธรรมอันนำไปถึงซึ่งความสำเร็จที่มุ่งหมายไว้) เพื่อยังจิตให้เข้มแข็งและสามารถฝ่าฟันอุปสรรคที่ขวางกั้นความเจริญในธรรมได้สำเร็จ

Q: อาจารย์คะ หนูขอถามเกี่ยวกับอิทธิบาท 4 คะ อ่านแล้วงงๆจริงๆคะ

Q.1 ฉันทะที่ประคองเกินไป ฉันทะที่ประกอบด้วยอุทธัจจะ คืออะไรคะ หนูไป search ดูความหมายของคำว่า อุทธัจจะ แปลว่า ความฟุ้งซ่าน

ถ้างั้นฉันทะที่ประคองมากไปจะต่างกันอย่างไรกับฉันทะที่ฟุ้งซ่านออกไปในภายนอกอย่างไรคะ

A: อันนี้ถ้าจะตอบให้พิสดาร จะค่อนข้างยาวและต้องใช้การอธิบาย

ขอตอบพอสังเขปนะคะ

คำว่า”ประคองมากไป” หรืออุทธัจจะ ในที่นี้หมายถึง การ’เข่น’ การไม่สงบระงับของจิตด้วยความพยายามที่ไม่สมดุล

จิตของผู้ปฏิบัติที่ตั้งใจเกินไปเป็นจิตที่ซัดส่าย ถึงแม้ว่าเป็นการเฝ้าดูอยู่กับอารมณ์กรรมฐานภายใน แต่กลับเฝ้าดูด้วยความสั่นไหวไม่พอดี

ความมีจิตไม่สงบระงับเช่นนี้คือตัวอุทธัจจะ (ซึ่งคืออาการที่เกิดทั่วไปทุกเวลาที่จิตเผลอขาดสติ)

ส่วนคำว่า”ฟุ้งซ่านออกไปในภายนอก” การฟุ้งในที่นี้ คือการส่งจิตออกไปนอกตัว ไปเพลิดเพลินในกามคุณภายนอก เป็นการคิดเตลิดออกไปไกลนอกตัว นอกอารมณ์กรรมฐาน

Q.2 อยากสอบถามเรื่องอิทธิบาทสี่ในทางปฏิบัติ เวลาที่เรานั่งวิปัสสนา จิตที่เป็นฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสาก็คือการตั้งใจเพียรปฏิบัติ รับรู้ทุกเวทนาที่เกิดขึ้นด้วยจิตที่เป็นอุเบกขาใช่หรือเปล่าคะ?

A: ต้องขอตอบแบบสังเขปเช่นกันค่ะ

อิทธิบาทสี่ (ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา) ไม่ใช่ตัวจิตทั้งหมด แต่เป็นทั้งจิต (จิตตะ) และอาการหรือคุณสมบัติของจิต (ฉันทะ วิริยะ วิมังสา)

อิทธิบาท เป็นองค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ (โพธิปักขิยธรรม) ที่เราต้องเจริญ เหมือนกับที่เราเจริญสติปัฏฐานสี่ หรือองค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ตัวอื่นๆ เช่น พละห้า สัมมัปธานสี่ มรรคมีองค์แปด เป็นต้น

การที่เราปฏิบัติสติปัฏฐานตามแนวทางของเรา คือการรู้ด้วยปัญญาถึงความเป็นอนิจจังหรือความไม่เที่ยงของสรรพสิ่ง โดยการพิจารณาจากภายในตัวเรา ซึ่งประกอบด้วยกายและจิต (ลมหายใจคือกาย เวทนาหรือความรู้สึกคือจิต) เมื่อปัญญาเห็นความไม่เที่ยงนี้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง จิตก็จะมีอุเบกขาอย่างสมบูรณ์ อันนี้คือหลักของวิปัสสนา

ส่วนการใช้อิทธิบาท ขอสมมุติว่ายกเอา’ฉันทะ’ ตัวเดียวมากล่าวถึงในที่นี้นะคะ

ฉันทะ คือ ความพอใจ ความใฝ่ใจ ความฝักใฝ่

เช่น ถ้าผู้ปฏิบัติมีฉันทะในสมาธิ

ก็คือมีความพอใจ มีความใส่ใจในการอบรมสมาธิ - ยิ่งมีฉันทะในสมาธิมาก ความก้าวหน้าของสมาธิก็จะเกิดขึ้นได้มาก

หรือ หากมีฉันทะในการตามรู้เวทนา ด้วยเห็นเป็นของไม่เที่ยง จิตก็จะมีกำลังเพราะความใส่ใจ ความพอใจที่จะติดตามเฝ้าดูความไม่เที่ยงของเวทนานั้นอย่างต่อเนื่อง การเฝ้าขจัดสังขารและกิเลสก็เกิดขึ้นได้มากตามไปด้วย

ตัวอื่นๆในอิทธิบาทก็พิจารณาในทำนองเดียวกัน

ดังนั้นถ้าใช้อิทธิบาทสี่เป็นธรรมะปฏิบัติของบุคคลนั้น ย่อมก้าวหน้าอย่างมีกำลัง และมีผลยิ่ง