วิญญาณคืออะไร? (วิญญาณ ในขันธ์ 5)
A: ในการเจริญอิทธิบาทไปพร้อมกับเจริญสมาธิโดยมุ่งความหลุดพ้นนั้น มีอานิสงส์มากมาย อาทิเช่น มีสมาธิเป็นเอกัคคตา (เป็นหนึ่งเดียว) ทำให้กำลังจิตเข้มแข็งมาก ในพระสูตรหลายที่พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงถึงจิตที่ฝึกแล้วด้วยอิทธิบาทสี่ จะมีความสามารถต่างๆ เช่น ฤทธิ์ บรรลุทิพยโสต อ่านใจผู้อื่นได้ ระลึกถึงชาติก่อนๆนี้ได้ มีอายุยืน ฯลฯ
พี่ขอตอบสั้นๆพอสังเขปนะคะ ถ้าจะให้กระจ่างแจ้งเนื้อหานี้ต้องขยายความ
เอาคำถามแรก วิญญาณคืออะไร?
วิญญาณ คือ สภาพรู้อารมณ์ (หรือในภาษาอังกฤษ ใช้คำว่า consciousness)
คือ ความรู้แจ้งอารมณ์
พระพุทธองค์ทรงจำแนกวิญญาณเป็น 6 ประเภท ได้แก่
จักขุวิญญาณ คือ การเห็น หรือความรู้อารมณ์ทางตา คือรู้รูปด้วยตา
โสตวิญญาณ คือการได้ยิน หรือ ความรู้อารมณ์ทางหู คือรู้เสียงด้วยหู
ฆานวิญญาณ คือการได้กลิ่น หรือ ความรู้อารมณ์ทางจมูก คือรู้กลิ่นด้วยจมูก
ชิวหาวิญญาณ คือการรู้รส หรือ ความรู้อารมณ์ทางลิ้น คือรู้รสด้วยลิ้น
กายวิญญาณ คือการรู้สัมผัสทางกายที่ถูกกระทบ หรือความรู้อารมณ์ทางกาย คือรู้โผฏฐัพพะด้วยกาย
มโนวิญญาณ คือการคิดนึก หรือ ความรู้อารมณ์ทางใจ คือรู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ
วิญญาณยังปรากฏในหลักธรรมอื่น ๆ อีก ได้แก่
วิญญาณขันธ์ในขันธ์ 5
วิญญาณในปฏิจจสมุปบาท
วิญญาณ ใช้เป็น คำไวพจน์ของคำว่าจิต
ฯลฯ
เอาพอสังเขปแค่นี้นะคะ🌷
วิญญาณ เป็นการรับรู้เฉยๆ ทางทวารต่างๆ
ส่วนที่ว่าขันธ์ 5 แตกสลาย เวลาเราตายนั้น
จริงๆแล้วขันธ์ 5 หรือรูปนามเกิดดับๆ อยู่ตลอดเวลาทุกขณะ ไม่ใช่เพียงแตกสลายตอนเราตายค่ะ
อันนี้ก็ต้องคุยกันยาวเช่นกัน
แม้ในปฏิจจสมุปปบาท การเรียงลำดับแบบ sequence เป็นการแยกแยะลำดับที่ทำให้เห็นชัดเป็นรูปธรรมของเหตุและผลอย่างแยบยล
หลักของปฏิจจสมุปปบาท ทำให้เห็นเป็นว่าสรรพสิ่งล้วนเป็นเหตุเป็นปัจจัยกัน ไม่มีสิ่งที่เกิดได้โดยไม่มีเหตุ อาศัยเหตุจึงเกิด เมื่อเหตุเกิดก็มีผล ผลที่เกิดก็เป็นเหตุของผลต่อๆไป เช่นนี้เรื่อยไป
ถ้ามีโอกาส คำถามเหล่านี้มานั่งคุยกันค่ะ เพราะยาวเกินเขียน อิ อิ
ถ้ามีโอกาสวันข้างหน้า อาจขอเรียนเชิญอาจารย์สุเทพตอบในเชิงลึกได้ค่ะ
พวกเราผู้ปฏิบัติธรรมจึงต้องหมั่นสร้างเหตุ ให้ผลที่ตามมาเป็นเหตุแห่งการหลุดพ้นในที่สุด...🌷
ขอถามอีกนิดนึงนะคะ รับรู้อารมณ์ อารมณ์ในที่นี้คืออะไรคะ สงสัยว่าวิญญาณรับรู้ผัสสะ หรือสิ่งที่เกิดต่อจากผัสสะ(เวทนา? หรือ สังขาร?)
Q: ขอถามอีกนิดนึงนะคะ รับรู้อารมณ์ อารมณ์ในที่นี้คืออะไรคะ สงสัยว่าวิญญาณรับรู้ผัสสะ หรือสิ่งที่เกิดต่อจากผัสสะ(เวทนา? หรือ สังขาร?)
A: อารมณ์ คือสิ่งที่มากระทบทางทวารทั้งหก มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ค่ะ
พอสิ่งเหล่านี้มากระทบทางกาย หรือทางใจ วิญญาณตัวรู้จะทำหน้าที่รับรู้ ณ จุดที่สิ่งกระทบเหล่านี้เข้ามากระทบค่ะ
ส่วนที่ว่าเมื่อวิญญาณทำหน้าที่รู้แล้ว ยังไงต่อ
ถ้าคิดตามหลักง่ายๆ ก็คือสัญญาค่ะ การตีความให้ค่าจากความจำได้ที่ฝังอยู่ในแต่ละคน ถ้าตีความว่าไม่ดีไม่ชอบ เวทนาก็จะเป็นทุกขเวทนา
ถ้าไม่มีสติไม่มีอุเบกขา ก็จะเกิดการปรุงแต่งว่าไม่ชอบเกลียดชังเป็นสังขารค่ะ ถ้ามีสติ มีปัญญา รู้ความไม่เที่ยง ก็จะเกิดอุเบกขา สังขารที่จะก่อทุกข์ก็ไม่เกิด
คร่าวๆตามนี้ค่ะ🌷
12/8/17
กราบขอบพระคุณค่ะ หนูจะทบทวนในคำตอบ สารภาพ ตอนนี้ไม่เข้าใจค่ะ แต่ทบทวนแล้วปฏิบัติ น่าจะดีขึ้นตามลำดับค่ะ กราบอีกครั้งค่ะ
เข้าใจง่ายๆ ก่อนก็ได้ค่ะ
การปฏิบัติจะทำให้เราเข้าใจลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆเอง
ขันธ์ 5 คือ กายกับจิต หรือ รูปกับนาม
จิต (นามขันธ์) ส่วนที่เป็น วิญญาณทำหน้าที่รับรู้สิ่งต่างๆที่มากระทบ
แม้สิ่งกระทบจะกระทบกายทุกชนิด เป็นจิต ที่เป็นเป็นตัวรับรู้ค่ะ
เช่น ภาพปรากฎที่ตา
การเห็นภาพเป็นงานของจิตจิตก็เป็นตัวรู้ เป็นตัวเห็น โดยเห็นที่ตา เพราะตามีประสาทการเห็นจึงรับภาพ โดยจิตส่วนที่รับรู้ภาพ คือหนึ่งในวิญญาณหก เรียกวิญญาณตัวนี้ว่า จักขุวิญญาณ
หรือคือ การที่จิตรับรู้อารมณ์ทางตา (ภาพเป็นตัวอารมณ์)
เมื่อจิตรู้อารมณ์หนึ่งๆแล้ว ขบวนการต่างๆก็เกิดขึ้น
เมื่อจิตรับรู้อารมณ์ต่าง เกิดการปรุงแต่ง ชอบ ชัง ไม่ชอบ อยากได้อีก ไม่อยากเจออีก ฯลฯ ว่ายเวียนวน เป็น ทุกข์ต่างๆ หากวางอุเบกขา เท่าทันจิต ได้ ก็ตัดวงจรวัฏสังสาร ทีล่ะนิดๆ ใช่หรือไม่คะ
เช่น การเห็นภาพ สมมุติภาพศพถูกทำร้ายสาหัส
จิตส่วน'สัญญา' จะบอกว่าน่าสยดสยอง น่าสะพรึงกลัว เป็นต้น
จิตส่วนของเวทนาก็จะเกิดอาการสั่น หรืออาการขนลุกขนพอง หรืออาการแน่นหน้าอกเพราะความกลัวหรือรังเกียจ
จิตส่วน'สังขาร' การปรุงแต่งก็จะผลักใส มีความไม่ชอบไม่พึงพอใจ หรือเกิดความสลดหดหู่สังเวช หรือเกิดความเคียดแค้นชิงชัง หรือเกิดความรังเกียจ
จิตแต่ละตัว ทำหน้าที่ต่างกัน แต่ทำไปด้วยกันพร้อมๆกันไป
การที่เรามี'สัญญา' หรือการทรงจำตีความให้ค่าทั้งหลายในจิตเรานั้น มาจากการที่เราสั่งสม'สังขาร' หรือการปรุงแต่งต่างๆ
เราสั่งสมเข้ามาในจิตอยู่ทุกขณะ
เราสั่งสมเป็นต่อเนื่องนับชาติไม่ถ้วน
จนเป็นอุปนิสัย เป็นความคิดอ่าน เป็นการตีความให้ค่า เป็นความเชื่อฝังแน่น ฯ
ซึ่งส่งผลเป็นทั้งนามทั้งรูปของเราในปัจจุบันขณะ
พอเราถูกกระทบด้วยสิ่งเร้าต่างๆ (ทางตา ทางหู เป็นต้น) เราก็จะตีค่าว่าเป็นสิ่งดีหรือไม่ดีตามสัญญาของเรา
พอสัญญาตีความ เราก็จะเกิดปฏิกิริยาตามการตีความของสัญญาเรา
เช่น ถ้าสัญญาตีความว่าภาพที่เห็นนี้น่ากลัว เรื่องที่ได้ยินนี้กำลังว่าร้ายเรา กลิ่นนี้เป็นยาพิษ รสนี้เป็นรสขม ความคิดในใจนี้เป็นความคิดที่น่าเศร้า
ปฏิกิริยาของเราก็จะเป็นไปโดยอัตโนมัติ คือเกิดความอึดอัดไม่สบายทางกายใจ นี่คือเวทนา
ทำนองเดียวกัน ก็จะเกิดปฏิกิริยาปรุงแต่งแบบผลักไสรังเกียจ หรือเกิดความไม่ชอบใจ เป็นการสร้าง'สังขาร'ที่เป็นโทสะ
สร้างสังขารโทสะแต่ละครั้ง ก็ไปตอกย้ำสัญญาเดิมที่เห็นว่าสิ่งนี้ไม่ดี ไม่น่าชอบใจ เข้าไปอีก สัญญานี้ก็จะเหนียวแน่นยิ่งขึ้นไปอีก
ทุกครั้งที่ประสบสิ่งเหล่านี้ก็จะตีความแบบเดียวกันอีกแล้วๆเล่าๆ
พอดีความไม่ดีเวทนาก็ไม่สบายสังขารความโกรธก็เกิดอีก
นี่คือวัฏจักรแห่งความชั่วร้ายของจิตที่ไม่ได้ฝึกอบรมให้มีสติและปัญญา
ผู้ที่ฝึกจิตแล้ว จะมีสติทันทีที่วิญญาณรับรู้อารมณ์ต่างๆ
จิตจะรู้เท่าทันสิ่งที่มากระทบคือ เมื่อเห็นก็สักแต่ว่าเห็น เมื่อได้ยินก็สักแต่ว่าได้ยิน หรือแม้เมื่อคิดเรื่องที่เศร้าหมองก็เห็นตัวความคิดแต่ไม่เห็นสิ่งที่คิด เป็นต้น
ผู้ที่ฝึกสติจนชำนาญ จะเกิดอุปนิสัยใหม่ จะไม่สร้างสังขารการปรุงแต่งอันมาจากกิเลสความโลภ โกรธ หลงใหม่ๆขึ้นมาอีก
ตัวสัญญาซึ่งเก็บความทรงจำว่า สิ่งนี้ดี สิ่งนี้ไม่ดี ก็จะถูกเปลี่ยนสภาพ คือ ความทรงจำความคิดเห็นต่อสิ่งกระทบจะเปลี่ยนไป จากที่เคยตีความว่าสิ่งนี้ดี สิ่งนี้ไม่ดี
มาเป็นความคิดเห็นใหม่ เห็นด้วยปัญญา เห็นว่าสิ่งต่างๆเหล่านั้นล้วนไม่มีแก่นสารสาระ ล้วนเป็นเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
จึงไม่เกิดความชอบความชังขึ้นในจิต จิตจึงไม่ปรุงแต่งต่อจิตจึงหยุดการสร้างสังขารใหม่ๆ คือ หยุดการสร้างกรรม
สัญญาที่แปรสภาพจากสัญญาเก่าๆที่มีความยึดมั่นถือมั่น มีอัตตาตัวตน คือมีกิเลสเป็นฐาน
เมื่อสัญญาถูกเปลี่ยนมาเป็นสัญญาใหม่ (อันเป็นผลมาจาก การปฎิบัติฝึกสติและฝึกปัญญาอย่างถูกต้องและต่อเนื่อง) ย่อมยังความสุขสงบเย็นให้แก่จิต
สัญญาใหม่ที่เห็นความเป็นอนิจจังนี้ เรียกว่าอนิจจสัญญา
คือ เห็นความเป็นอนิจจังไม่เที่ยง อยู่ตลอดเวลาแนบแน่นอยู่ในจิต ในขันธสันดาน
ความทรงจำความเห็น ความเชื่อ ความฝังใจ ได้เปลี่ยนสภาพมาเป็นความทางจำ ความเห็น ความเชื่อ ความฝังใจใหม่ เห็นว่าสรรพสิ่งล้วนเป็นสิ่งไม่เที่ยง
เมื่อการตีความสิ่งต่างๆที่มากระทบ เห็นเป็นสิ่งไม่เที่ยง เวทนาทางกายก็สงบระงับไม่เกิดความทุกข์ร้อนหวั่นไหว
สังขารการปรุงแต่งด้วยโลภะโทสะ ความชอบความชังก็ไม่เกิด