โทสะ เพ่งโทษ
ขอตอบไล่เป็นตอนๆของคำถามนะคะ
🌹’ตอนเห็นแล้วไม่พอใจเพ่งโทษทันที’ อันนั้นเกิดจากสังขารเก่าด้านโทสะ หรือคืออนุสัยกิเลสด้านโทสะ ลอยขึ้นมามีปฏิกิริยากับการสิ่งเร้านั้น โทสะเพ่งโทษนี้เป็นโทสะแบบพยาปาทะ
โทสะกิเลสนี้เป็นกิเลสฝังแฝงในตัวมานานชาติ คนเราที่โกรธบ่อยๆก็จะบ่มเพาะอุปนิสัยช่างโกรธในตนขึ้นมาได้
การมีโทสะซ้ำๆ โกรธซ้ำๆ จึงทำให้คนนั้นกลายเป็นคนเจ้าโทสะเป็นอุปนิสัยประจำตัวไป
🌹’ถ้ายังโกรธต่อ’ ขณะต่อไป ถ้าขาดสติ ขาดปัญญารู้เท่าทันจิต ใจไม่วางเฉย ใจไม่มีอุเบกขา ไม่สงบเย็น
ขณะต่อๆไปเหล่านี้ ยังคงเพ่งโทษด้วยความโกรธต่ออีก
อันนี้เป็นการสร้างสังขารใหม่
เป็นโทสะสังขารตัวใหม่กำลังเพิ่มพูน ต่อๆๆๆกันไปทุกขณะที่ยังโกรธต่อไปอยู่
ผล: ก่อสังขารด้านเพิ่มโทสะเข้าไปในจิต
ดีกรี: รุนแรงมากน้อย หรือเพิ่มมากเพิ่มน้อยอยู่ที่
กำลังของความโกรธ
เจตนาที่โกรธ
ประเภทของโทสะ (เช่น มีโทสะอะไรเกิดบ้าง)
ระยะเวลาของความโกรธว่ายาวนานแค่ไหน
เป็นต้น
🌹’ตอนรู้ตัว’ สติเกิดทันทีขณะที่รู้ตัวว่าจิตมีความโกรธ
ขณะนั้นโทสะดับไป โทสะขณะนั้นถูกขจัดไป ณ ขณะที่จิตมีสติ (ถ้ามีสติและสัมปชัญญะต่อไปได้ไม่ขาดตอน โทสะก็จะถูกขจัดไป ขจัดไป จนตลอดทั้งสาย)
🌹’การพยายามคิดหาเหตุผล’ ถ้าเพื่อลดโทสะ เป็นการโยนิโสมนสิการ ซึ่งจัดเป็นปัญญาที่เกิดจากธรรมะในตน ขณะที่กำลังโยนิโสมนสิการอยู่นั้น จิตกำลังทำกุศลหนึ่งอยู่ แต่โทสะไม่ได้ถูกขจัดไป เหมือนตอนมีสติ-สัมปชัญญะ แต่โทสะถูกทำให้เบาบางลงได้ อย่างน้อยขณะที่คิด จิตก็ชะงักกระแสโทสะในขณะนั้น มีผลทำให้กระแสโทสะสั้น หรือลดลงได้ แต่ไม่ได้เป็นการประหารกิเลสในอุปนิสัย แค่ยับยั้งไม่ให้เพิ่มกิเลสให้พอกพูนได้ในระดับหนึ่ง
🌹’การพยายามคิดไม่ให้ใจพุ่งไปในอกุศล’ ก็เป็นการโยนิโสมนสิการเช่นกัน
แต่ถ้าลนลาน ใช้ความพยายามข่มด้วยจิตที่ไม่สงบ จิตที่ทุรนทุรายคุ้มคลั่ง
นี่ก็คือสังขารด้านโทสะอีกตัวหนึ่ง เป็นพวกกุกกุจจะ ซึ่งก็เป็นอนุสัยกิเลสด้านโทสะอีกตัว
🌹’รู้สึกถึงความว้าวุ่นใจ’ ตอนที่จิตมีสติ และไปรับรู้อาการของจิตว่าจิตกำลังว้าวุ่นใจ ตอนมีสติรู้จิต ขณะนั้นที่จิตมีสติอยู่ ขณะนั้นเองจิตก็ดับโทสะด้านว้าวุ่นใจไป
ถ้าว้าวุ่นต่อ ก็เพิ่มสังขารความว้าวุ่นต่อไปอีก
🌹’ตำหนิตนเอง’ เป็นสังขารเก่า ด้านโทสะไม่พอใจตนโผล่มา สติรู้ก็ดับ สติไม่ทันก่อสร้างตัวใหม่ด้านโทสะเพ่งโทษอีก แต่เพ่งที่ตนเอง
🌹’กลับมาดูเวทนาที่รุนแรงใต้ช่องจมูก’ การดูเวทนาคือการมีสติ แต่ถ้าไม่ดูด้วยอุเบกขา คือยังใส่ใจว่าเป็นเวทนาแบบไหนอยู่ เช่นถ้าเห็นว่าเป็นเวทนาแรง แต่ใจก็ไม่วางไม่สงบระงับ ไม่มีอุเบกขา สังขารเก่าก็ไม่ถูกขจัด สังขารใหม่ก็จะเกิดได้อีก
จากขบวนการตั้งแต่ต้นที่เกิดเหตุ เริ่มจากสังขารเก่าลอยขึ้นมา จากนั้นก็มีสติเล็กน้อย ตามด้วยก่อสังขารใหม่ พยายามคิดบวกได้ช่วงหนึ่ง เกิดสังขารเก่าตัวอื่นๆเกิดอีก ต่อมามีสติอีกเล็กน้อย และก็ไปก่อสังขารใหม่รูปใหม่อีก มีสติเล็กน้อยอีก ต่อๆกันไปแบบนี้
🌹’ถึงตอนนี้ก็ยังรู้ว่าตัวเองยังวางความคิดออกไปไม่ได้’ ถ้ายังถือความคิดในทางตำหนิติเตียน ไม่พอใจอยู่ ย่อมยังสร้างสังขารใหม่เพิ่มพูนต่อไปเรื่อยๆ จิตไม่สงบลงด้วยอุเบกขา ก็คือจิตที่ยังคงสร้างสังขาร
แต่จะสร้างหนักเบา (ขีดรอยบนหิน หรือทราย หรือน้ำ) ขึ้นกับที่ว่ามาแล้วข้างต้น
🌹’ขณะที่ดูเวทนามีแต่ความอยากจะขจัดสังขารออกไป รังเกียจมัน’ นี่เป็นการดูเวทนาด้วยจิตที่ถือสา จิตมีโทสะไปรู้เวทนา ย่อมไม่สามารถขจัดสังขารได้ เพราะจิตไม่เกิดปัญญาเห็นความไม่เที่ยง จึงยังแบกสัมภาระนั้นอยู่ ถือสัมภาระที่หนักหนานั้นอยู่
เวทนาเป็นแค่อุปกรณ์ให้เราใช้มันฝึกปล่อยวางให้เป็น
ไม่ได้ให้เราแบกเวทนานั้นไว้ด้วย
ดังนั้นการรู้เวทนาเฉยๆ จึงไม่ได้ขจัดสังขาร
🌹 ‘ผลของการมีจิตใจแบบนี้จะมีวิบากเป็นอย่างไรคะ’
ผลแง่วิบากกรรม คือความเร่าร้อนกายใจอยู่เป็นนิจ ติเตียนตำหนิเพ่งโทษใคร ก็มีคนติเตียนตำหนิเพ่งโทษเรา แต่ถ้ามีสติกั้นบ่อยๆ และสติแข็งแรงขึ้น ก็จะช่วยสกัดความรุนแรงของฝั่งอกุศลวิบากได้ ยิ่งสติมาแรงมากขึ้นๆ จนเอาชนะโทสะได้เร็วและเด็ดขาดขึ้น สังขารก็ออกมากขึ้น วิบากกรรมก็ลดลง ได้ทั้งวิบากดีในวิบากไม่ดี
ผลแง่สังขาร คือเพิ่มสังขารด้านโทสะในจิตอย่างต่อเนื่อง ทำให้เป็นคนโทสะกล้าขึ้นในกมลสันดาน เป็นคนมีอุปนิสัยโกรธ ก้าวร้าวรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ สามารถพัฒนาสู่การก่อกรรมที่รุนแรงในวันหน้าขึ้นได้
หากสิ้นชีวิตด้วยจิตแบบนี้ ย่อมไปเกิดในอบายภูมิ
หลักคร่าวๆ: คลื่นโทสะ ดึงดูดกับคลื่นนิรยภูมิ คลื่นโลภะดึงดูดกับคลื่นเปตภูมิ คลื่นโมหะดึงดูดกับคลื่นดิรัจฉานภูมิ
(อนึ่ง ถ้ามีสติ มีปัญญา บ่อยๆ ก็จะคอยตัดรอนอกุศลจิต ทำลายอกุศลสังขาร อุปนิสัยก็จะพัฒนาไปตามสิ่งที่เราหมั่นพัฒนาขึ้น)