การรับรู้คือตัวสติ การวางคือตัวสัมปชัญญะ รับมือทุกปรากฏการณ์ไม่ว่าจะประหลาดขนาดไหน
- หนูเข้าคอร์ส 30 วันครั้งแรกที่ธรรมอาภา เพิ่งออกจากคอร์สค่ะ
- ช่วงวิปัสสนา หนูจะนั่งแล้วตัวเบาๆลอยๆ ก้นเหมือนไม่ติดพื้น บางครั้งหนูเห็นภาพซ้อนของตัวเองหลายชั้นมาก ทั้งด้านข้าง ด้านหลัง หรือข้างในตัวเอง หนูหาตัวเองไม่เจอ ตอนงงมากๆหนูต้องลืมตามานั่งชั่วครู่
ถามว่า - หนูควรจะปฏิบัติอย่างไรคะ
262 การรับรู้คือตัวสติ การวางคือตัวสัมปชัญญะ รับมือทุกปรากฏการณ์ไม่ว่าจะประหลาดขนาดไหน
*️⃣A: อาการต่างๆนั้น ไม่มีความหมายอะไรค่ะ เกิดจากสัญญาที่เราเก็บไว้ในจิต จากสังขาร หรือการปรุงแต่งของจิตเรา
สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหาของการปฎิบัติ จึงไม่จำเป็นต้องไปแก้ไขมันค่ะ
เมื่อมันเกิดขึ้น มันก็คือความเป็นจริง ณ ขณะนั้นเท่านั้น ไม่ได้มีผลหรือมีคุณค่าอะไรที่ต้องไปใส่ใจ ไม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับมันเลย
ดังนั้นจึงไม่ต้องไปแก้ไขมัน
เรื่องอาการตัวเบาก็ดี เห็นภาพซ้อนตนเองก็ดี หาตัวเองไม่เจอก็ดี เป็นเรื่องที่มาจากจิตใจ ที่สลับซับซ้อนด้วยการปรุงแต่งของเราเองเท่านั้น
การปฎิบัติ จะทำให้สิ่งที่เก็บไว้ในจิตใจปรากฏขึ้น จิตที่ทำงานอย่างสลับซับซ้อน
จิตของเรานั้นสั่งสมไว้อะไรต่ออะไรไว้หลายอย่าง สะสมทุก moment นับชาติไม่ถ้วน เมื่อมันผสมผสานกันอย่างสลับซับซ้อน และถูกเขย่าขึ้นมาจาก การปฎิบัติ ก็อาจปรากฏขึ้นมามากมาย บางครั้งก็มาเป็นเหมือนเป็นสภาวะ หรือปรากฏการณ์ประหลาด
ก็เหมือนกับเวลาเราฝันนั่นแหละค่ะ บางครั้งก็ฝันประหลาด เพราะสิ่งที่เราทรงจำไว้ ไม่ว่าจะทรงจำจากชีวิตนี้ หรือสั่งสมจากชาติก่อนๆ เมื่อมันมาผสมผสานในจิต มันก็จะปรุงแต่งของมัน
ปรุงแต่งไปเอง อย่างที่เราไม่สามารถจะจินตนาการได้เลย
🌱บางครั้ง มันก็ขึ้นมาในจิตเวลาเราหลับ จนเกิดเป็นฝันประหลาด
🌱บางครั้ง มันก็ขึ้นมาเป็นความคิดแปลกๆ
🌱บางครั้ง มันก็ขึ้นมาในขณะที่เราปฏิบัติ เป็นอาการประหลาด เป็นภาพในใจประหลาด เป็นความรู้สึกประหลาด
ดังนั้น ทุกปรากฏการณ์ไม่ว่าจะประหลาดขนาดไหน ก็เป็นเพียงการผสมผสานของสิ่งที่สั่งสมหมักหมมอยู่ในจิต อย่างเรื้อรังมานานเท่านั้น
การผสมผสานนั้น มีทั้งการผสมผสานของ ตัณหา กิเลส อุปาทาน มีทั้งการผสมผสานของการปรุงแต่งจิตในอดีต และการปรุงแต่งจิตในปัจจุบัน
การผสมผสานทั้งทางบวก และทางลบ
แต่ทั้งหมดทั้งปวงไม่ได้มีคุณค่าอะไรกับเราเลย
แต่ละคนก็จะปรุงแต่งกันเป็นปรากฏการณ์ประหลาด ที่แตกต่างกันไปเท่านั้น
เหมือนคนเราแต่ละคน ที่สามารถฝันได้แปลกประหลาด แตกต่างกันไปตามจิตใจแต่ละคนเท่านั้น
ไม่มีค่าให้ต้องจดจำหรือสนใจแม้แต่น้อย
ย้ำนะคะ ไม่มีค่าอะไรเลย…
ดังนั้นจึงไม่ต้องไปทำอะไรกับมันค่ะ
ไม่ต้องแก้ไข
ที่หนูถามว่าต้องปฏิบัติอย่างไร อาจารย์ก็ขอตอบว่า มีสติ มีสัมปชัญญะ
แค่รับรู้มันตามนั้น รู้แล้วก็วางมันไป เดินหน้าไปรับรู้สิ่งต่อไปที่ปรากฏขึ้นมา แล้วก็วางไปอีก แล้วก็ไปรับรู้สิ่งถัดไปอีก แล้วก็วางไปอีก
การรับรู้คือตัวสติ การวางคือตัวสัมปชัญญะ
การที่เราไปใส่ใจปรากฏการณ์เหล่านี้ ต่อให้สนใจแม้เพียงเล็กน้อย เราก็หลุดแล้ว
ถูกมันล่อลวงเข้าไปในวังวนของมันแล้ว
เมื่อเราหลุดไปในวังวนของมันด้วยการไปสนใจกับปรากฏการณ์ประหลาด และไม่สามารถออกมาได้
คือเราเผลอไปสนใจมันเข้าแล้ว ไปให้ความสำคัญกับมันเข้าแล้ว…
มันก็จะทำงานต่อด้วยการขยายความประหลาดต่อไป จนเป็นความประหลาดอื่นๆมากขึ้น หรือเป็นอะไรต่อมิอะไรมากขึ้น เพราะจิตที่สลับซับซ้อนของเราสร้างมันขึ้นมาเท่านั้นเอง
แต่ถ้าเราไม่สนใจมันเลย ไม่ต้องไปรับรู้ว่ามันคืออะไรทั้งสิ้น แค่ดูมันแสดงตัว แล้วก็ทิ้งมันไปจากใจ โดยไม่ต้องไปจดจำไปใส่ใจ ไม่ไปพยายามแก้ไข ไม่ไปปรับปรุง ไม่ไปนึกไปคิดว่ามันคืออะไรหนอได้ ก็จะไม่หลุดเข้าไปในวังวนของมัน
ดังนั้น เดินออกมาเสียจากวังวนของจิตที่วิปลาสเพราะกิเลส
และเปลี่ยนจิต ให้เป็นจิตที่เป็นอนิจจสัญญา จิตที่มีอนิจจวิชชาญาณ ด้วยการมีสติ มีสัมปชัญญะ รู้เท่าทันมัน ว่ามันคือของปลอมที่ปรุงแต่งขึ้นมาเท่านั้น
25 ก.พ. 69