หากยังยึด ก็หยุดยั้ง
🍃A: สิ่งที่เข้ามากระทบในชีวิตต่างๆ เป็นปกติของการยังเวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏฏ์
ผู้ปฏิบัติอาจรู้สึกว่ามีสิ่งกระทบในชีวิตมากขึ้น
ความท้าทายที่เราเห็นชัดเหล่านี้ เป็นเรื่องปกติ ยิ่งเราไวขึ้น จิตเราจับสิ่งในจิตได้เร็วขึ้น เห็นอารมณ์ตัวเองชัดขึ้น เห็นปฏิฆะในตนมากขึ้น
เราอาจคิดว่าเรายังไม่เอาไหน เรายังห่างไกล นี่คือสิ่งที่ดีนะ นี่คือการที่เรามีปัญญาขึ้น
เมื่อเรามีสติเพิ่มขึ้น เราย่อมไวในการ detect (ตรวจจับ) กิเลสร้ายๆ ในจิตตน จึงเห็นความเพลี่ยงพล้ำของตนเอง เห็นอกุศลจิตในตัวเอง เห็นจิตที่คิดไปในทางผิดบาปของตนได้ชัดขึ้น
ผู้ปฏิบัติจะเริ่มเห็นกิเลสในจิตด้านโทสะชัด เห็นโทสะเกิดถี่ขึ้น บ่อยขึ้นจนรำคาญใจบ้าง ผิดหวังบ้าง หงุดหงิดตนเองบ้าง
ผู้ปฏิบัติส่วนใหญ่ ที่เริ่มทันจิตตนเอง จะเห็นกิเลสด้านโทสะชนิดต่างๆในจิตก่อนเห็นกิเลสด้านโลภะ ที่ละเอียดอ่อนกว่า
การเห็นกิเลสในจิตนี่ ยิ่งเห็นมาก เห็นบ่อย ยิ่งดีสำหรับเรา แสดงว่าสติเท่าทันจิตมากขึ้น จึงทันกิเลสในจิตไวขึ้น จับได้บ่อยขึ้น
แต่เห็นแล้วจงระวัง อย่าเผลอไปผิดหวัง ไปหงุดหงิดรำคาญใจกับสิ่งที่เห็นในใจ เพราะจะกลายเป็นการสั่งสมโทสะกิเลสใหม่ๆขึ้นในจิตทันทีอีก ให้รู้ทันแล้ววางเสีย ใช้โยนิโสมนสิการ ใช้การมีสติที่ลมหายใจ ใช้การมีสติอยู่กับกาย ฯลฯ
เพื่อไม่ให้กระบวนการนี้ roll (กลิ้ง) เหมือนหิมะก้อนเล็กๆ ที่กลิ้งลงจากเขาสูงแล้วค่อยๆ เกาะตัวสะสม จนกลายเป็นก้อนหิมะลูกมหึมาที่สามารถถล่มทลายสิ่งต่างๆ ได้
การเห็น แล้ววางได้ คือความก้าวหน้า
ตรงข้าม หากยังหลงตื่นเต้นกับ "สภาวะธรรม" ยังหลงใหลสภาวะธรรมที่ปรากฏ ยังหลงคิดเองว่าที่เราเห็น ที่เกิดในจิตเราคือความพิเศษ
โอ… นี่ฉันเลื่อนไหลได้ตลอด ฉันสามารถรับรู้เวทนาทั่วตัว ฉันมีแต่เวทนาละเอียด ฉันเห็นแสง ฉันเห็นดวงจิต ฉันได้กลิ่นหอม ฉันได้ยินเสียง ฉันเห็นวิญญาณ ฉันเห็นเทวดา ฉันเห็นอดีตชาติ ฉันเห็นคนที่ตายไปนานแล้ว ฉันเห็นคนที่ไม่พบกันมา 30 ปี ฉันหยั่งรู้ล่วงหน้า ฉันมีใจสงบลึกมาก ฉันเข้าใจธรรมะ ฉันมีศีลสูงกว่าคนอื่น ฉันปฏิบัติไกลกว่าคนนั้นคนนี้ ฉันปฏิบัติได้ลึกกว่าคนนั้นคนนี้ ฉัน… ฉัน… ฉัน… ฯลฯ
การหลงติด หลงยึด กับปรากฏการณ์เหล่านั้น หลงคิดว่านี่คือความก้าวหน้า…
ถ้ายังเป็นแบบนี้ ยิ่งน่ากลัวกว่า นี่คือการถดถอยเพราะกิเลสในจิตกำลังทำงาน ทำให้พลั้งเผลอชื่นชมตัวเอง จึงเผลอไปติดมัน ไปประเมินตนตามกิเลสว่าเราช่างดีแท้
นี่คือ ตัวตน ที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างไม่รู้ตัว นี่คือการไม่รู้จักปล่อยวางตัวตน
ทุกอย่างเหล่านั้น คือปกติที่เกิดกับผู้ปฏิบัติแต่ละคน จะเหมือน หรือต่างกันไปบ้าง ก็เป็นไปตามสิ่งที่ตนสะสมในจิตมาช้านานนับไม่ถ้วนชาติ เป็นผลจากเหตุต่างๆ ที่สั่งสมมาในจิต ส่วนใหญ่จะเป็นการมโนของเรา
ต่อให้บางอย่างที่ปรากฏจะมีที่มาของมันที่ดูแล้วน่าประหลาดใจอยู่บ้าง หรือบางอย่างเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงบ้าง…
แต่แล้วอย่างไรเล่า? 💢
หากยังยึด ก็หยุดยั้ง หากมัวติด ก็ไม่ต่อยอด
รู้แล้ว ก็วางไปเสีย เดินหน้าไปเสีย ทิ้งมันไปเสีย