← 🍃ธรรมมรรคา
แนะนำ 09อ่าน ~34 นาที

ทบทวนหลักปฏิบัติ (คอร์สปกติ และ คอร์สระยะยาว)

มีผู้จะไปเข้าคอร์สยาวขึ้นในห้องนี้บางท่าน ถามมาว่าให้ช่วยแนะนำเพิ่มเติม พี่ขอแนะนำเป็นลักษณะทบทวนสิ่งที่เราฝึกๆกันมาในคอร์สทั่วไปก็แล้วกันนะคะ และเมื่อไปเข้าคอร์สที่ยาวขึ้น ให้ตั้งใจฟังคำสอนและธรรมบรรยายให้ดีด้วย


💭หลัก💭

1. มีสติรู้อยู่ทุกขณะ (สติ)

2. รู้สิ่งที่รู้นั้นตามความเป็นจริง (สัมปชาโน)

3. มีสมาธิอยู่กับงานที่ทำนี้อย่างเต็มกำลังและต่อเนื่อง (สมาหิโต)


ให้จิตตั้งมั่นจดจ่อ อย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย ตั้งจิตไว้ไม่ขาดตอนแม้สักขณะจิตหนึ่ง คอยเฝ้าระมัดระวังทุกๆขณะไม่ให้จิตตกลงในบ่วงหรือถูกแทรกแซงจากนิวรณ์ (เช่น ฟุ้ง กระวนกระวาย ง่วง ซึม เบื่อหน่ายเกียจคร้าน ใคร่อยาก เกลียดชัง คั่งแค้น น้อยเนื้อเสียใจ หมกมุ่น กลัว หลงตนว่าได้คุณวิเศษ ฯลฯ)


ขณะที่จิตตั้งมั่นอยู่ด้วยสมาธิ ให้คอยประคองจิต ให้จิตที่ตามรู้ด้วยสติ สัมชาโนอยู่นั้น เป็นจิตที่มีลักษณะ เบา อ่อน ควร คล่องแคล่ว เหมาะกับงาน ซื่อตรง ผ่อนคลาย ปล่อยวาง ในขณะเดียวกันเป็นจิตที่ ‘ตื่นตัว’ และ ‘ตื่นรู้’ ไม่มีความย่อหย่อนเกียจคร้านพลาดจากการกำหนดรู้ในงานที่ทำอยู่


เฝ้าระวังไม่ให้จิตมีความกดดัน แข็ง เกร็ง ตึง เคร่งครัด เคร่งเครียด คาดหวัง มุ่งมั่นเอาเป็นเอาตาย ต่อต้าน ต่อสู้ ถ้าจิตตึงไปสังเกตได้ที่ร่างกาย ร่างกายจะเกร็งตึงในบางส่วนหรือหลายๆส่วน

พึงหมั่นคอยระวัง เฝ้าดูกายและจิต ให้สมดุลย์เสมอ


ความเจ็บปวดไม่สบายกายต่างๆแม้เกิดเองได้ตามเหตุปัจจัยของมัน

แต่อาการทางกายก็เกิดจากการ ‘บีบคั้นในจิต’ ตนเองด้วย ความเคร่งตึงกดดันตนเองต่างๆในใจ ย่อมสร้างอาการไม่สบายต่างๆต่อร่างกายได้ เช่น ความเครียดตามตัว ความตึงเกร็ง ความเจ็บปวด เช่น ปวดศีรษะ อาการมึนๆ ความอึดอัด อาการแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก อาการใจสั่น มืไม้สั่น อาการใจเต้นตุ้บๆ ชีพจรเต้นตุ้บๆ เหล่านี้ เป็นต้น


และ…เมื่อ ‘ร่างกาย’ มีอาการเหล่านี้ (อันเกิดแต่จิตไม่สมดุลย์แต่แรก) อาการเหล่านี้ก็จะไปบีบคั้นให้จิตที่ไม่สมดุลย์อยู่แล้ว ยิ่งหวั่นไหวมากขึ้นอีก ยิ่งกังวลขยายตัวมากขึ้นอีก ทำให้จิตไปเกิดปรุงแต่งขยายความกันไปต่างๆนาๆออกไปไกล

การปรุงแต่งต่างๆนี้ก็จะเป็นไปตามแต่สังขารเก่าของแต่ละคน ที่จะปรุงแต่งแตกต่างกันไปไม่เหมือนกัน และปรุงแต่งมากน้อยต่างกัน ปรุงแต่งน้อยก็กังวลน้อยทุกข์น้อยกว่า ปรุงแต่งมากก็อาจถึงวิปริตผิดความจริงไปมากจนเอาไม่อยู่

ถ้าหยุดเป็นไม่ปรุงแต่งเลยจึงจะกลับมาสู่ความเป็นจริงเฉพาะหน้าได้


ดังนั้นการไม่รู้จักผ่อนคลายจิตให้เป็น ไม่มีสมดุลปล่อยวาง จิตจะดึงกายให้มีอาการ กายที่มีอาการจะดึงจิตให้กังวลพอกพูนสังขารใหม่ จิตที่กังวลด้วยทั้งสังขารใหม่และเก่าก็ไปจะเพิ่มพูนอาการทางกายให้ย่ำแย่ลงไปอีก เพราะจิตเกิดการปรุงแต่งว่าตนเป็นนั่นนี่โน่นขึ้นมา จิตที่มีทั้งสังขารเก่าและขยันปรุงแต่งสังขารใหม่ก็ยิ่งหนักขึ้น ดึงให้อาการทางกายก็ยิ่งเพิ่มขยายลามไปส่วนอื่นๆ ขบวนการสั่งสมสังขารใหม่จึงมีแต่พอกพูนกันไป ตลอดเวลาที่กำลังนั่งปฏิบัติอยู่นั้นนั่นเอง


อีกด้านหนึ่ง ถ้าขณะการปฏิบัติ มีสังขารเบา หรือสบายตัว ร่างกายไม่ตึง เกร็ง เจ็บปวดอึดอัดใดๆ จิตสามารถเคลื่อนไปรับรู้ส่วนต่างๆของร่างกายได้คล่องตัว เคลื่อนไปได้เร็ว เคลื่อนไปอย่างลื่นไหล (อย่าเข้าใจว่าการลื่นไหลคือภังคะ) เวทนามีความละเอียด มีความเบาสบายทั้งตัว ตัวว่าง ตัวโปร่งเบาน่ารื่นรมย์

ก็จงรักษา ‘สติ’ ‘สัมปชาโน’ อย่างแนบแน่น และด้วยความมี ‘สมาหิโต’ ต่อไปอย่าได้ขาด วางจิตเฉย ทำตนเป็นเพียงผู้ดูมันไป มีความตื่นตัวรู้ตามความเป็นจริงของสิ่งที่ปรากฏนั้นๆ รู้ให้ชัดเจนว่า มันคือเวทนาหนึ่งๆเท่านั้น ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น และเดี๋ยวเมื่อถึงวาระหนึ่ง มันก็เปลี่ยนไป นี่คือการ ‘รู้ตามจริง’ คือรู้ว่าความจริงมันคือแค่เวทนาเท่านั้น


ระวังให้มาก ว่าจิตไม่ไปปรุงแต่งว่าเราก้าวหน้า เรากำลังไปได้สวย เรากำลังเห็นสัญญาณแห่งความสูงส่ง ช่างน่าปลื้มใจ ชั่วโมงนี้เราช่างทำได้ดีจริงๆ สภาวะนี้เราเท่านั้นที่ไปถึง คนอื่นช่างสู้เราไม่ได้ ความลื่นไหลนี้บ่งบอกความเอกอุของเราโดยแท้ เราเข้าถึงธรรมะขั้นสูงแล้ว เราถึงภังคะแล้ว เราใกล้นิพพานแล้ว เรา… เรา… เรา… เอาเข้าไป มีอต่ตัวตน อัตตาพอกพูน ยังไม่รู้ตัว


จะเห็นว่า ทั้งๆที่กำลังนั่งเจริญสติภาวนาอยู่แท้ๆ แต่ผลกลับกลายเป็นการนั่งพอกพูนสังขารการปรุงแต่งอย่างไม่หยุดยั้ง

ถ้ายิ่งนั่งเช่นนี้ไปยิ่งนานเท่าไหร่ ก็กลับกลายเป็นยิ่งพอกพูนสังขารมากขึ้นๆเท่านั้น

ดังนั้น การที่คนบางคนนั่งปฏิบัติมานาน นั่งมากคอร์ส หรือบ้างก็นั่งคอร์สยาวมาไม่น้อย แต่เหมือนไม่ได้พัฒนาธรรมะในตนเอง

บางคนจิตใจไม่ได้อ่อนโยนละมุนละไมขึ้นเลย นิสัยใจคอแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลง

บางคนความกรุ่นโกรธหรือสังขารที่ไม่ดีต่างๆก็อาจลดลงบ้าง แต่ก็ช้ามากหรือน้อยมาก

บางคนหนักหน่อยคือไม่เพียงไม่ลดลงแต่กลับพอกพูนหนาแน่นฝังลึกขึ้นจนน่าตกใจ ทั้งที่ไปคอร์สอยู่ประจำ


ทั้งนี้ เพราะการปฏิบัติของตนนั้น เป็นการปฏิบัติเพื่อเพิ่มอุปนิสัยเก่าๆ ไม่ใช่การไปลดละมัน ตราบใดที่ขบวนการยังเป็นเช่นข้างต้น


ไม่ว่าจะกำลังนั่งคอร์ส 10 วัน, 20 วัน, 30 วัน หรือนานกว่า หลักการและขบวนการของจิตก็เหมือนกันเช่นนี้


การปฏิบัติในแต่ละช่วง:

💭ช่วงอานาปานสติ💭

จงพัฒนาสมาธิ หรือคือ พัฒนากำลังของจิต ให้ focus ตั้งมั่นที่เดียวเท่านั้น และให้ตั้งมั่นอยู่ที่นั้นให้นานที่สุด จากขณะหนึ่งๆเป็นหลายๆขณะ เป็นนาที เป็นหลายๆนาที เป็นชั่วโมง เป็นหลายๆชั่วโมง เป็นวัน เป็นวันและคืน และเป็นหลายๆวันและคืนติดต่อกันไปไม่ขาดสาย


ถ้ายิ่งสมาธิจิตพัฒนาได้มาก สามารถเลื่อนผ่านจากขั้นขณิกสมาธิที่ตั้งมั่นได้แค่ขณะๆ เข้าสู่อุปจารสมาธิคือตั้งมั่นได้ติดต่อๆๆๆกัน (ไม่ขาดด้วยการฟุ้ง หรือนิวรณ์ตัวใดๆเลย) คือ จิตเป็นเช่นนั้นได้เป็นชั่วโมงๆ ไม่ว่าทำกิจใดอยู่ จิตก็ตั้งมั่นเกาะแน่นอยู่กับที่เดียว

จิตที่มีสมาธิขั้นนี้ จะมีคุณสมบัติที่ดีอย่างยิ่ง มีความเข้มแข็งอย่างเหมาะสมต่อการเจริญปัญญา(วิปัสสนา)อย่างมาก

จิตที่มีสมาธิขั้นนี่ย่อมมีกำลังมาก ยังเป็นจิตที่เหมาะสมกับการแผ่เมตตาให้ได้ผลจริง ให้ถึงบุคคลที่เราตั้งใจจะส่งความปรารถนาดีหรือช่วยปลอบประโลมความยากลำบากให้ก้าวผ่านไปได้

ทั้งยังเป็นจิตที่มีกำลัง เหมาะสมกับการพัฒนากุศลจิตชนิดต่างๆให้มีผลมีพลังได้จริง


เมื่อนิวรณ์ถูกทอนกำลังลงอย่างต่อเนื่อง (เพราะจิตมีสมาธิแก่กล้าขึ้น) เป็นจิตที่เป็นอุปจารสมาธิขั้นละเอียดขึ้นแนบแน่นขึ้น (อุปจารขั้นเฉียดอัปปนาสมาธิ) ความก้าวหน้าของจิตในด้านต่างๆก็เพิ่มพูนขึ้น

จนถึงขั้นที่สกัดดับนิวรณ์ได้สิ้นเชิง (จิตเป็นอัปปนาสมาธิ) กิเลสละเอียดต่างๆที่เรียกว่านิวรณ์ (เช่น ความฟุ้งซ่าน ง่วงมึน ฯลฯ ) จะไม่สามารถเข้ามาแทรกแทรง หยุดยั้งขบวนการพัฒนาของจิตได้เลย

จิตที่ปราศจากนิวรณ์ จึงพุ่งไปข้างหน้าพัฒนาธรรมะต่างๆได้อย่างสุขุมลุ่มลึก ทั้งลึกซึ้งและทั้งต่อเนื่องกันไปไม่หยุดยั้ง


คุณสมบัติของจิตที่มีสมาธิเช่นนี้ ย่อมทำวิปัสสนาได้อย่างล้ำลึก นำพาสังขารกิเลสตัณหาอุปาทานที่เกาะอยู่อย่างเหนียวแน่นที่สุดออกไปได้มากมาย ขจัดตัวตนอัตตาออกไปอย่างต่อเนื่อง


สมาธิ เป็นสิ่งที่เสริมวิปัสสนาอย่างยิ่งยวด จะดูเบา ทำไปแกนๆ ก็น่าเสียดายอย่างยิ่ง


จิตต้องตั้งมั่นที่ ‘จุดกระทบ’ ลมหายใจ อย่าให้จิตผละออกจากบริเวณนั้น จากนั้นเฝ้าตามรู้ ‘ทุกขณะ’ ที่ลมหายใจกระทบจุดนี้ ไม่ว่าลมจะ ยาวสั้น แรงเบา ช้าเร็ว ลึกตื้น ร้อนเย็น จิตต้องรับรู้ ‘ทุกๆขณะ’ ในลมแต่ละลมนั้นเมื่อมันกระทบจุดนี้

ย้ำ: รู้ “ทุกๆขณะ” ย่อยๆของ “แต่ละ” ลม และ”รู้ที่” จุดกระทบ


อย่าเกร็ง

อย่าเคร่งเครียด

อย่ากดดัน

อย่าตึง


แต่ ตื่นตัว และ จดจ่อ ด้วยใจ ‘ที่เป็นกลาง’ ด้วย ‘ใจที่สมดุล’

คอยรักษาใจ ต้องให้ใจมีความ “สงบ” มีความ ’เย็น’ ความ ‘เบา’ ความแคล่วคลอ่ง’ อยู่ตลอดเวลาควบคู่กันไป


💭ช่วงวิปัสสนา💭

ใช้หลักการข้างต้น รักษาสติให้ตื่นรู้เสมอ

และตื่นรู้ด้วยสัมปชาโน คือรู้ตามความเป็นจริง อย่างที่มันเป็น ไม่มีการปรุงแต่งใดๆ

สัมปชาโน หรือสัมปชัญญะ คือปัญญาที่รู้จริงๆ รู้แจ้งชัดถึงสิ่งที่เรากำลังรับรู้ทั้งหลายนั้น เป็นเพียงสภาพธรรมหนึ่งๆ ซึ่งล้วนไม่เที่ยง ล้วนเป็นของชั่วคราว ไม่มีตัวตน ไม่มีคุณค่าให้ไปสนใจใยดีแม้สักน้อย


เมื่อตามรู้เวทนา ก็เพียงจิตไปอยู่ที่บริเวณใดของร่างกาย จิตที่อยู่ตรงนั้นจริง ถือว่าได้รับรู้เวทนาไปแล้ว ‘งานสำเร็จลงแล้ว ณ ที่ตรงนั้น’ ไม่จำเป็นต้องอยู่หาอะไรต่อ สามารถเคลื่อนจิตไปที่อื่นต่อได้เลย อย่าไปสนใจว่ามันคือเวทนาอะไร หรือมันไม่ชัด หรือมันไม่ค่อยรู้สึก หรือมันว่างๆเบาๆ ก็มันก็เป็นของมันเช่นนั้นที่ตรงนั้นในขณะนั้น ใจเราก็แค่’รับทราบ’ข้อมูลตามนั้นไป ไม่ต้องไปพิจารณา ไม่ต้องหาอะไรต่ออีก ทำงานต่อไปในบริเวณอื่นถัดไปได้เลย

จิต ทำหน้าที่แค่ตามรู้และรับทราบตามนั้น รู้ตามนั้นรับทราบตามนั้นไปเรื่อยๆ

ไม่ต้องไปทำความเข้าใจ สนใจ ตีความ ขยายความ ทำความเข้าใจ หาที่มาที่ไป หรือไปเปลี่ยนอะไร หรือรอหาความรู้สึกที่คิดว่าน่าจะเป็น ทั้งหมดนั้นเป็นการขาดสมดุลย์ ขาดอุเบกขา และจะเข้าสู่ขบวนการปรุงแต่งเพิ่มสังขารใหม่


ทำเช่นนี้ไม่ว่ามีประสบการณ์อะไร ตรวจสอบจิตเสมอๆ ว่าหวั่นไหวจากความสงบนิ่งเย็นสมดุลย์หรือไม่ ถ้าจิตเริ่มคิด เริ่มเกร็งเคร่งครัด ให้ผ่อนคลายจิตลงให้สงบเย็นลง

รักษาความสมดุลย์ในจิตให้ได้ ไม่ว่าร่างกายจะเจ็บปวดบิดเบี้ยวขนาดไหน ก็ขอรักษาจิต ‘อย่า’ ให้หวั่นไหวไปตามอาการของกาย แต่แค่ให้จิตเฝ้าดูอาการนั้นๆของกาย เหมือนดูจากที่ห่างไกลออกไป เหมือนกำลังยืนดูอยู่อาการแปลกๆของคนอื่นอยู่ห่างๆ ดูไปเรื่อยด้วยใจที่เป็นกลาง เป็นเพียงผู้อยู่ ‘นอกสังเวียน’ อย่าได้ขึ้นไปชก


ไม่ว่านานเท่าไหร่ อาการเหล่านั้น หรือสภาพธรรมเหล่านั้นก็ต้องจบสิ้นลง ยิ่งถ้าสามารถรักษาใจให้เป็นกลางได้จริง ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ อาการที่บีบคั้นทางกายทั้งหลายก็จะยิ่งคลี่คลายเปลี่ยนแปลงไปเร็วเท่านั้น


💭พายุ💭

ถ้ามีเรื่องบีบคั้นทางใจผุดโผล่ขึ้นมารุนแรง เช่น ความเจ็บช้ำขมขื่น ความคั่งแค้นชิงชัง ความกระสันใคร่ในกาม ถ้ามาเป็นกระแสที่รุนแรงต่อเนื่องดุจพายุ จนหาความสงบในจิตไม่ได้เลย จิตใจปั่นป่วนไปหมด ปฏิบัติต่อไม่ได้

แสดงว่าขณะนั้นจิตพลาดท่าถูกดูดเข้าไปอยู่ในวังวนของสังขารลึกแล้ว เมื่อคลื่นความคิดเพิ่งเกิด ถ้ามีสติรู้เท่าทันได้เร็ว มีอุเบกขาอยู่ จิตวางอยู่ที่เวทนาบนกายได้แนบแน่นเต็มร้อย และเป็นเช่นนี้อยู่ได้อย่างต่อเนื่อง ความคิดชนิดหมกมุ่นรุนแรงไม่ทันได้พัฒนาก็ถูกตัดรอนด้วยสติสัมชาโนจนจิตวางเฉยด้วยอุเบกขาได้ต่อๆกันไป คลื่นนั้นก็จะสงบก่อนจะก่อตัวเป็นพายุ ไม่มีโอกาสได้พัฒนาขยายความจนครอบงำจิตทั้งหมดได้


แต่ถ้าไม่เท่าทัน คลื่นเล็กๆก่อตัวสูงขึ้น จิตเสียสมดุลมากขึ้น คลื่นนี้จะไปกวาดเอาสิ่งต่างๆเข้ามาเพิ่มพูนกำลังรวมตัวกันเป็นคลื่นใหญ่จนกลายเป็นพายุร้าย

ตลอดระยะการพัฒนาของคลื่นร้ายนั้น ถ้าจิตมีสติมีสัมปชัญญัง จนวางอุเบกขาได้เป็นระยะๆ ก็จะคอยสกัดพายุนั้นไปเป็นระยะๆ จนพายุค่อยๆอ่อนตัวลงและหมดกำลังไปในที่สุด

สังขารใหม่จะไม่เพิ่มขณะที่จิตตั้งมั่นในสติสัมปชัญญะทั้งยังเอาสังขารเก่าอันเป็นเหตุแห่งคลื่นพายุนั้นบางส่วนออกไปด้วย

ทุกครั้งที่เพลี่ยงพล้ำจิตถูกครอบงำด้วยความคิดร้ายๆขณะนั้นถูกสังขารเก่าครอบงำให้สร้างสังขารใหม่

แต่ถ้าจิตว้าวุ่นขาดสตินาน จิตเข้าไปร่วมปรุงแต่งเพิ่มทุกข์เพิ่มสังขารต่อๆกัน ก็จะทำให้พายุนั้นพัดกระโหมหนักขึ้น และพัดต่อไปยาวนานยืดเยื้อขึ้น สังขารใหม่ก็พอกพูนต่อๆไปไม่หยุดยั้ง เมื่อวาระของพายุนั้นหมดไป สังขารใหม่ที่สร้างขึ้นตลอดการส่งผลของพายุเก่าก็ได้ฝังลงไปเก็บสะสมเพิ่มพูนในจิตของผู้ปฏิบัติแล้ว เพื่อรอออกมาเริงระบำให้เราเกิดอกุศลจิตคิดไม่ดีครั้งต่อๆไป ทั้งในและนอกห้องกรรมฐาน


ขณะที่คลื่นหลุดมือเรากลายเป็นพายุใหญ่ไปแล้วนั้น มีวิธีการตั้งสติต่อสู้กับพายุนี้หลายวิธี สิ่งแรกจิตต้อง ‘ไม่ดิ้นรน’ พยายามหาทางหนีจากพายุนี้ อย่างบ้าคลั่ง เพราะยิ่งดิ้นมันยิ่งรัดแน่น เริ่มที่ยอมรับสิ่งที่เกิด จากนั้นให้ตั้งสติ หยุดความคิด มาหายใจลึกๆสัก 2-3 ครั้ง โดยรู้ตามลมหายใจจริงๆ เพื่อให้จิตได้มีโอกาสพักสักขณะหนึ่งๆ เพื่อตั้งสติและเพื่อหันมาพิจารณาการใช้เครื่องมือปราบพยศของพายุนี้ด้วยใจที่เย็นลงเล็กน้อย


💭เครื่องมือของจิต (เมื่อจิตเกิดพายุรุนแรง)💭

🌼 การเฝ้าดูเวทนาทางกายอย่างต่อเนื่อง มีสติ มีสัมปชัญญะ มีสมาธิ มีความสงบ โดยจิตทั้งหมดรับรู้อยู่ที่กาย เรื่องของกาย เวทนาของกายคอยระวังไม่ให้จิตหลุดไปคิด หลุดไปสนใจเรื่องในใจ หลุดไปเพิ่มกำลังของพายุที่กำลังโหมกระหน่ำใจอยู่ ความสนใจทั้งหมดของจิตต้องอยู่ที่กายเท่านั้น แม้หลุดไปก็ดึงกลับมาใหม่ แต่อย่าไปกดข่มความคิดที่เป็นพายุนั้น การกดมันคือการให้ความสำคัญ ไม่เพียงไม่ทำให้มันหมดไป แต่เป็นการเพิ่มพูนมันด้วยตัณหาที่อยากให้มันหายไป ยิ่งอยากให้หาย ยิ่งพัดโหมกระหน่ำ การไม่สนใจมันเลยแม้แต่กระผีก คือวิธีที่ทำให้มันค่อยๆหมดกำลัง เหมือนมันเล่นดนตรีที่ไม่มีคนฟัง มันก็กร่อยไปเอง

🌼 การใช้อานาปานสติ ดึงจิตให้สนใจลมหายใจให้เต็มที่แต่ละลม จิตต้องอยู่กับลมได้จริงๆ ไม่ใช่ลมก็รู้ ความคิดก็รู้

ทุกครั้งที่รู้ทั้งสองอย่างควบคู่กันนั้น ขอให้รู้ว่ากำลังจิตของเราอ่อนลงแล้ว สามารถจะเพลี่ยงพล้ำเสียทีได้ในไม่ช้า เพราะขณะนั้นเราไม่ได้รู้ลมหายใจอย่างเดียวอย่างต่อเนื่องทุกๆขณะแล้ว เราเสียสมาธิแล้วครึ่งหนึ่งหรือมากกว่าครึ่ง จิตเรากำลังวิ่งไปรับรู้เรื่องอื่นสลับกับรู้ลมหายใจ

เพราะจิตเกิดดับเร็วมากๆๆๆ เราจึงนึกว่าเราก็รู้ลมนะแต่รู้ความคิดด้วยพร้อมๆกัน อันนี้ถือว่าจิตหลุดไปกับนิวรณ์ แล้วอย่างน้อยส่วนหนึ่งและอีกไม่นาน จิตก็จะหลุดไปกับมันโดยสิ้นเชิง

ผู้ที่มีจิตเป็นอุปจารสมาธิ ขบวนการต่อสู้กับพายุอารมณ์จะทำได้ง่ายกว่ามาก เพราะเมื่อจิตหันไปจดจ่อกับลมหายใจด้วยสมาธิขั้นดี มีความต่อเนื่อง พายุร้ายผุดโผล่ได้ยากขึ้น จิตยิ่งจดจ่อนานเข้า สังขารใหม่ก็ไม่เกิด สังขารเก่าก็ถูกระงับไว้ หรือได้ออกด้วยบางส่วน กำลังของพายุก็อ่อนตัวลง จนหมดกำลังไปในที่สุด

🌼 ใช้จิตที่มีกำลังสมาธิมากๆ (ขั้นอุปจารสมาธิอย่างอ่อนๆ ขึ้นไป) มาทำกรรมฐานเหล่านี้ จะช่วยสกัดกั้นพายุร้าย ป้องกันการสร้างสังขารใหม่ และควบคุมกดดันสังขารเก่าให้บรรเทาลง จิตที่มีสมาธิมาก จะมีกำลังมาก กรรมฐานที่ใช้ได้ดี ได้แก่

🍃การใช้เมตตา ในกรณีที่จิตมีโทสะกราดเกรี้ยว เศร้าหมอง เสียใจ

🍃การใช้กรุณา ในกรณีมีโทสะ เกลียดชัง หวาดกลัว

🍃การใช้มุทิตา ในกรณีจิตหมั่นไส้ แก่งแย่ง แข่งดี อิจฉาริษยา

🍃การใช้อุเบกขา ในกรณีจิตมีความห่วงกังวล หวั่นไหว

🍃การใช้อสุภะ ใช้กายคตาสติ พิจารณาความเสื่อมไป เน่าไปของกาย ในกรณีจิตมีความใคร่ กระสันในเมถุนธรรม

🍃การใช้มรณานุสติ พิจารณาความใกล้ตาย การตายง่าย ของทุกชีวิต ในกรณีที่เบื่อหน่าย เกียจคร้าน

🍃การระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า (ตลอดคนพระธรรม พระสงฆ์ ท่านอาจารย์ หรือครูอาจารย์ทางธรรม) ในกรณีที่หวาดกลัว ท้อแท้ หน่ายเซ็ง

🍃การโยนิโสมนสิการ คิดพิจารณาด้วยปัญญาอันแยบคายลึกซึ้ง ให้จิตคล้อยตามเกิดเป็นกุศลขึ้นมาแทนที่ความคิดชั่วร้ายเศร้าหมองจากพายุ

🌼 การเดินอย่างมีสติ รับรู้เวทนาบนกายทุกย่างก้าว (เดินจงกรม) มีสติรู้ต่อเนื่องอย่าให้ขาด ตั้งใจให้มั่นว่าเมื่อเดินจากจุดหนึ่งถึงจุดหนึ่ง จิตจะจดจ่อตั้งมั่นอยู่ที่เวทนาจริงๆไม่ให้หลุด การเดินสตินี้ ถ้าทำจนชำนาญจะช่วยเพิ่มพูนสมาธิได้ดี

นอกจากนั้นควรยืนอย่างมีสติ คือ เมื่อยืนก็เฝ้ารู้เวทนาขณะยืน และการใช้ทุกๆอิริยาบถอย่างมีสติ



เครื่องมือทั้งหมดนี้ ใช้ร่วมกันก็ได้ ทีละตัวก็ได้ แต่อย่าเร่งใช้ตัวนี้และตัวนั้นอย่างลนลาน ด้วยความต้องการให้พายุรีบหายไป เหมือนมีแผลเหวอะหวะ ใช่ว่าแผลจะหายทันทีที่ใส่ยา ต้องชำระแผล ประเมินการรักษา เย็บและใส่ยา

อย่าคาดหวังว่าพอทำปุ๊บจิตจะหลุดจากทุกข์ปั๊บ เพราะใจที่คาดหวังนั้นจะเฝ้ารอผลด้วยตัณหา เมื่อจิตมีตัณหา เครื่องมือทุกตัวจะหมดประสิทธิภาพไปทันที

ให้ใช้ปัญญาเลือกเครื่องมือมาใช้อย่างมีสติ และให้จิตอยู่กับการใช้เครื่องมือนั้นๆอย่างเต็มที่ทุกขณะ ไม่ต้องรอผล ห้ามคาดหวัง ปล่อยให้จิตได้พัฒนาสมดุลขึ้นมาจริง จากการใช้แต่ละเครื่องมือเต็มประสิทธิภาพของมัน

ถ้าทำเช่นนี้ได้จริง ไม่เพียงพายุจะหมดไป แต่เราจะสามารถพัฒนาศักยภาพของจิตจนเกิดความเชี่ยวชาญในการใช้เครื่องมือเหล่านั้นครั้งต่อๆไปมากขึ้น ทั้งเมื่อผ่านพ้นไปได้สังขารลึกๆจะถูกลากออกไปด้วย ธรรมะของเราก็ได้พัฒนาอย่างมากขึ้นด้วย


8/10/63

เข้าใจว่าใกล้ๆนี้มีบางท่านจะไปเข้าปฏิบัติหลักสูตรยาวๆกัน หลายท่านมีความตั้งใจกันมาก ขออนุโมทนาสาธุนะคะ


ขอฝากเพิ่มเติมอีกนิด…

การไปเข้าคอร์สทุกครั้ง…โดยเฉพาะคอร์สยาว บางครั้งเราอาจมีความมุ่งมั่นมากเป็นพิเศษ ด้วยความต้องการก้าวหน้าในธรรมปฏิบัติ

กล่าวคือ อาจมีความตั้งใจมาก ว่าเข้าคอร์สครั้งนี้จะทำอย่างนั้นอย่างนี้ให้ได้ หมายมั่นปั้นมือว่าทำเต็มที่แบบนี้ จะทำให้ธรรมะก้าวไปมากๆ จะเอาสังขารออกให้มากๆ จะทำให้ได้สมาธิถึงตรงนั้นตรงนี้ หรือได้คุณวิเศษแบบนั้นขั้นนี้ จะทำให้ได้ความก้าวหน้าให้ได้ จะมุมานะ จะสู้ไม่ถอย จะ… จะ… จะ…คือ กังโฮไปหน่อย


เคยมีคนที่เข้าคอร์ส 45 วันที่อินเดียเมื่อสิบกว่าปีก่อน ที่ก่อนเข้าตั้งใจมากๆว่าครั้งนี้จะพัฒนาสมาธิให้ถึงขั้นฌาน(อัปปนาสมาธิ)ให้ได้ ผลคือ ทำให้ขบวนการปฏิบัติ ที่มีความเพียรเกินไปมาก ไม่ก้าวหน้า เพราะจิตขาดดุลยภาพ ซ้ำยังมีความคาดหวังควบคู่ไปกับความเพียรนั้นมาก เมื่อจบออกมาจึงไม่ได้ธรรมะอย่างที่ตั้งใจ


พระอานนท์ซึ่งเป็นพระโสดาบัน ในคืนก่อนสังคายนาก็มีความตั้งใจมาก จึงมีความเพียรมากเพื่อให้ถึงอรหัตผล แต่ความเพียรอย่างเดียวย่อมไม่สามารถทำให้ถึงคุณวิเศษได้ จวบจนท่านวางความตั้งใจนั้นลงจิตเป็นกลางลงธรรมะจึงเดินไปได้จนบรรลุผล


อันนี้ไม่ใช่เรื่องผิดปกตินะคะ ที่เราจะมีความมุ่งมั่น มีความเพียรในการปฏิบัติ


แต่ขอให้รู้แค่ว่า การพากเพียร ด้วยความคาดหวัง มันไม่สมดุล

และให้รู้ว่า การพากเพียร หรือวิริยะตัวเดียว ไม่สามารถจะทำให้ธรรมะก้าวไปได้ มันต้องใช้ธรรมะหลายตัวควบคู่กันไป


ถ้าเราจำได้ถึงมิตรทั้งห้า หรืออินทรีย์ห้าที่ท่านอาจารย์พูดถึงในหลักสูตร 10 วัน เราต้องพัฒนาทั้งห้าตัวนี้ค่ะ ต้องพัฒนาให้ทั้งห้าแก่กล้า เข้มแข็งและสมดุลย์ไปด้วยกัน

อินทรีย์ห้า หรือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา


หลายคนคงคุ้นเคยกับคำที่พระสายนักปฏิบัติท่านมักใช้ หากท่านพูดถึงสหธรรมิกที่แกล้วกล้าในธรรมปฏิบัติ ท่านก็จะพูดถึงว่า ท่านนี้ท่านนั้นเป็นผู้มี ‘อินทรีย์แก่กล้า’

ซึ่งหมายถึง ท่านนั้นๆเป็นผู้ปฏิบัติที่เข้มแข็งมากมีกำลังจิตเข้มแข็งเป็นที่น่ายกย่องเคารพ เป็นผู้ไม่หวั่นไหวไม่เพลี่ยงพล้ำในสังเวียนศึกต่อกรกับกิเลส ท่านเหล่านั้นเมื่อต้องประสบความยากลำบากต่างๆในขณะปฏิบัติ ย่อมสามารถผ่านพ้นไปได้อย่างง่ายดาย ความก้าวหน้าในธรรมของผู้มีอินทรีย์แก่กล้านั้นจะไปได้เร็วและลึกซึ้งมาก


หรือ คำภาษานักการปฏิบัติที่ว่าต้องมี ‘อินทรีย์ที่สมดุลย์’ คำนี้กล่าวถึงความสมดุลของจิตที่ทำให้การปฏิบัติเป็นไปอย่างลื่นไหลราบรื่น ไม่ติดขัดนัก ซึ่งคือ การมีอินทรีย์ทั้ง 5 ตัวนี้สมดุลกัน เกื้อกูลกันอย่างพอเหมาะพอดี

เช่น ศรัทธา กับ ปัญญาต้องพอดีๆ วิริยะกับสมาธิต้องพอดีๆ สติ ต้องมั่นคงเชื่อมโยงอยู่กับทุกสิ่งให้สมดุลกันไป

~ ศรัทธาที่จัดไป ไร้ปัญญาเพียงพอ ประสบกับอะไรในใจก็เชื่อว่าใช่ไปหมด เป็นตุเป็นตะไปหมด เดินดุ่มๆตามไปง่ายดาย หลงทางง่าย งมงายง่าย

~ ปัญญาที่จัดไป ไร้ศรัทธาเพียงพอ ก็เอาแต่วิเคราะห์ วิพากษ์ สงสัย ทำความเข้าใจ เลยไม่ก้าวไปไหนสักที ยังวิเคราะห์ไม่แล้วใจ โทสะก็ครอบงำง่าย

~ วิริยะที่จัดไป ไร้สมาธิเพียงพอ ก็จะพุ่งเอา เพ่งเอา มุ่งเอา ลุยอย่างเดียว จิตไม่มีความสงบระงับ จิตร้อนรนลนลาน ไม่เยือกเย็น ผู้ปฏิบัติจะเกิดความฟุ้งซ่านง่าย

~ สมาธิที่จัดไป ไม่มีความเพียร ก็จะแช่ จะชุ่ม จะเฉื่อยชา สงบสบายเกินไป จิตก็จะใหลลง ง่วง ซึม หลับ


สรุป คือ เดินสายกลาง ไม่ตึง ไม่หย่อน อยู่กับปัจจุบัน (อย่างแท้จริง) ทุกๆขณะ การอยู่กับลมหายใจ หรือกับเวทนา คือการที่เรากำลังอยู่กับปัจจุบันขณะ จริงๆ เมื่อใดที่จิตออกจากกรรมฐาน จิตจะไม่รับรู้ความเป็นจริงของปัจจุบัน

ปฏิบัติไปเรื่อยๆ ทีละก้าว ทีละก้าว อย่างหนักแน่นมั่นคงด้วยสติ สัมปชัญญะ ด้วยกำลังอินทรีย์ทั้งห้าที่พอเหมาะ ด้วยจิตที่ผ่อนคลายปล่อยวาง อ่อนเบา

แต่ละก้าวให้อยู่กับปัจจุบันเสมอ ทุกๆก้าวไป ด้วยจิตที่ปล่อยวาง ด้วยจิตที่อยู่กับปัจจุบัน อย่าเร่งรีบ อย่าคาดหวัง อย่ามุ่งมั่นอย่างเอาเป็นเอาตาย

ยิ่งวิ่ง ยิ่งสวนทางค่ะ สงบ เย็น นิ่งไว้ ไม่ต้องกังโฮ คือ อย่าให้มีกระตือรือร้นจนเกินการ ไม่ต้องเฝ้ารอคอยอย่างตื่นเต้นกระตือรือร้น ทำทุกอย่างให้เป็นปกติธรรมดาอย่างที่สุด…


ขออนุโมทนาทุกท่านอีกครั้งค่ะ