อาการต่างๆ ขณะปฏิบัติ เช่น กระตุกทั่วร่าง รู้สึกถูกดึง รู้สึกตัวเอียง ฯลฯ ขอคำแนะนำ
หนูเฝ้าดูจนกว่ามันจะหายไป ไม่ทราบถูกต้องหรือเปล่าคะ
Q2: บางครั้งขณะนั่งอยู่รู้สึกว่าตัวเอียงมาก หรือตัวยุบจมลงไปบนพื้น หรือเหมือนตัวนั่งตะแคงไม่ไปทางเดียวกัน กับเพื่อน ๆ ถ้าอยู่คนเดียวก็พอจะประคองตัวนั่งไปเรื่อยๆ แต่ถ้าอยู่ในห้องปฏิบัติกลัวว่าตัวจะล้มไปโดนผู้ปฏิบัติข้างๆ รู้สึกเสียสมาธิ ...ที่ถูกแล้วควรทำอย่างไรคะ
Q3: มีบางครั้งรู้สึกเหมือนมีคนดึงหัวให้สูงขึ้น หรือมีบางสิ่งดึงตัวหรือแขนไปทางซ้ายหรือทางขวา อยู่นานมาก จนเหนื่อย เลยต้องลืมตา ....
ในกรณีนี้ ควรเฝ้าดูไปเรื่อย ๆ หรือคะ
Q4: ตามปกติ เวทนาของหนูจะแค่รู้สึกแค่เบา ๆ แต่จะมีอาการ ตาม3 ข้อแรก ตอนอยู่ในคอร์สยาว ค่ะ
เมื่อหนูทน จนอาการตาม 3 ข้อแรกหายไปแล้ว จะรู้สึกเหนื่อย จนปฏิบัติต่อไปไม่ได้ รู้สึกเหนื่อยแบบนี้เป็นอาการปกติ หรือเปล่าคะ
A: อาการทุกข้อที่ เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดกับผู้ปฏิบัติอันเนื่องมาจากการปรุงแต่งของจิตจากสังขารเราค่ะ
▪️คำถามแรกที่ว่า มีอาการกระตุกเบาๆ ทั่วทั้งตัว ควรทำอย่างไรนั้น
ควรตามดูรู้มันอย่างที่มันเป็นค่ะ รู้มันแล้วเคลื่อนไปตามส่วนต่างๆของร่างกายก็ได้ หรือจะรู้มันที่หนึ่งที่ใดระยะหนึ่งจนมันเปลี่ยนไปก็ได้
รู้มันอย่างไร ไม่สลักสำคัญอะไรค่ะ ตราบใดที่จิตที่ตามรู้มันตามนั้นที่มันเป็นอยู่
▪️ คำถามที่สอง ที่ว่ามีอาการตัวเอียงบ้าง หรือตัวยุบจมลงไปบนพื้นบ้าง หรือเหมือนตัวนั่งตะแคงไม่ไปทางเดียวกันบ้าง ฯลฯ นั้น ล้วนเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากการปรุงแต่งภายในจิตขณะปฏิบัติค่ะ
ไม่ต้องไปใส่ใจมันว่ามันเป็นอย่างไร ถ้ารู้สึกว่าตัวมีอาการเอียง ก็ดึงตัวกลับมาให้ตรง บางครั้งไม่ได้เอียงจริงเป็นแค่ความคิดของเรา ก็ยิ่งไม่ต้องใส่ใจ
ทำนองเดียวกันอาการยุบตัวลงไม่ใช่เป็นของจริง เป็นแค่การปรุงแต่งของจิต อันเกิดจากสังขารของเรา
ไม่ได้มีผลหรือมีความสำคัญอะไร แค่ไม่สนใจใส่ใจมันก็จบค่ะ
อาการตัวตะแคงก็เช่นกัน ส่วนใหญ่แล้วไม่ได้ตะแคงจริง ก็แค่หยุดใส่ใจกับอาการเหล่านั้น หยุดสนใจและไม่ไม่เป็นนึกคิดในเรื่องนั้น เรื่องนั้นก็จะหมดไปเอง
บางครั้งพอเรารู้สึกว่าเราตะแคง จิตจะใส่ใจมันมาก จนร่างกายอาจเริ่มเอียงตะแคงตามมันไปด้วย
ดังนั้นสิ่งแรก คือหยุดใส่ใจโดยสิ้นเชิง และถ้าหยุดใส่ใจแล้วเห็นว่าร่างกายเราตะแคงจริง ก็แค่ยืดตัวกลับมาให้ตรงก็จบแล้วค่ะ
▪️ คำถามที่ 3 ที่ว่า มีบางครั้งรู้สึกเหมือนมีคนดึงหัวให้สูงขึ้น หรือมีบางสิ่งดึงตัวหรือแขนไปทางซ้ายหรือทางขวา อยู่นานมาก …จนเหนื่อย เลยต้องลืมตา
คำตอบเหมือนข้อเมื่อกี้ค่ะไม่สนใจใส่ใจเพราะมันไม่ใช่เรื่องจริง
การที่เราเหนื่อย เพราะว่าเราไปยุ่งอยู่กับมันไปพัวพันกับมัน ตามติดพันกับมันอย่างเนิ่นนาน จนจิตมันเสียสมดุลย์
จิตที่เสียสมดุลย์ย่อมเหนื่อยล้าเป็นธรรมดา
▪️ที่ถามว่า.... ในกรณี ควรเฝ้าดูไปเรื่อย ๆ หรือคะ นั้น
ขอตอบว่า ไม่ควรค่ะ เพราะมันไม่ใช่เรื่องจริงมันเป็นแค่จิตปรุงแต่งไป เราเลิกคิดถึงมันไปเลย ไม่ต้องสนใจอะไรกับมันเลย แล้วปฏิบัติต่อไปอย่างผ่อนคลาย ตามรู้ด้วยใจที่ผ่อนคลายและสงบ ใจที่เป็นกลาง ไม่ว่าใจจะปรุงแต่งสิ่งใดขึ้นมา ไม่ต้องไปเชื่อมันค่ะ ทิ้งมันไปเลย แล้วก็ปฏิบัติตามดูความรู้สึกต่อไปเรื่อยๆ ของเราไป อย่างผ่อนคลายปล่อยวาง ใจเป็นสมดุลย์
▪️ คำถามที่ 4 ที่ว่า ตามปกติเวทนาของแค่รู้สึกแค่เบา ๆ แต่จะมีอาการตาม3 ข้อแรก ตอนอยู่ในคอร์สยาว
เมื่อทนจนอาการตาม 3 ข้อแรกหายไปแล้วจะรู้สึกเหนื่อย จนปฏิบัติต่อไปไม่ได้
ตอบว่า ทุกปรากฏการณ์ จะเป็นเวทนาเบาก็ดี จะเวทนาอะไรก็ดี จะมีอาการอะไรก็ดี เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเพราะมีเหตุปัจจัยของมัน ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเองก่อนจากสังขารเก่าๆ
จากนั้นจิตเราก็จะไปใส่ใจ ไปให้ความสำคัญกับมัน จนมันลากเราลงไปคลุกกับมัน ยิ่งคลุกกับมันนานเท่าไหร่ จิตก็เสียสมดุลย์มากเท่านั้น จึงกลายเป็นการปฎิบัติที่เหนื่อยอย่างมาก
ต่อไปนี้ขอให้ปฏิบัติตามนี้นะคะ คือ รับรู้สิ่งที่ปรากฏไปเฉยๆ โดยไม่ต้องไป in กับมัน แค่รับรู้ว่ามันปรากฏ แล้วก็ทิ้งมันไป การที่เราทิ้งมันไปได้ วางเฉยได้ ไม่ใส่ใจกับมันได้ นั่นคืออุเบกขาค่ะ
การรับรู้คือตัวสติ การวางด้วยอุเบกขาคือตัวปัญญา เห็นมันเป็นแค่ตัวอนิจจัง
ไม่ได้มีแก่นสารอะไรเลย
ขอให้ลองทำดูนะคะ 😊