← 🍃ธรรมมรรคา
23413 มี.ค. 68อ่าน ~5 นาที

ความฟุ้งไม่เคยเป็นอุปสรรค เว้นเสียแต่เราจะทุกข์กับมัน

▪️A: ความฟุ้ง เกิดเพราะกิเลสในใจเรายังมีค่ะ คนเราที่เป็นปุถุชน ไม่ใช่พระอรหันต์ย่อมมีกิเลสในจิตเหลืออยู่ ตราบใดที่ยังมีกิเลส ตัวอุทธัจจะหรือความฟุ้งซ่านย่อมต้องมีค่ะ

คนเราแท้จริง ก็ฟุ้งซ่านอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะกำลังปฎิบัติอยู่ หรือใช้ชีวิตปกติอยู่ จิตจะฟุ้ง ไปทางโน้นทางนี้ตลอดเวลา ไม่เคยหยุด ไม่โฟกัส

แต่เวลาปฏิบัติ เราจึงจะเห็นตัวฟุ้งนี้ชัดเจนที่สุด เพราะเวลาปฏิบัติเราพยายามรวมจิตให้เป็นหนึ่ง ตัวฟุ้งจึงเด่นออกมา

เวลาไม่ได้ปฏิบัติ ใช้ชีวิตปกติ เราก็จะไม่สังเกตว่าแท้จริงแล้วจิตของเราพล่านไปจับโน่นจับนี่ตลอดเวลา หุ้งกระจายไร้โฟกัสอยู่ตลอดเวลา แต่เราไม่มีสติพอที่จะรู้ตัวเลย

จิตปุถุชน ปกติจะพล่านไปสารพัดเรื่อง แล้วแต่อะไรมากระทบที่ตรงทวารไหน เช่น ภาพมาปรากฏที่ทวารตา จิตก็พล่านไปสนใจเรื่องนั้น พอมีเสียงมากระทบที่หูจิตก็พล่านไปสนใจเสียง

ทุกเวลาของชีวิต จะมาสิ่งมากระทบทางใดทางหนึ่งตลอดเวลา ไม่ว่าทวารตา ทวารหู ทวารจมูก ทวารลิ้น ทวารกาย ทวารใจตลอดเวลา จิตก็พล่านไปตรงนั้นนิด ตรงนี้หน่อย จิตไปรู้แล้วก็ดับ แล้วก็เกิดไปรู้อีก ดับอีก เกิดดับ เกิดดับ อย่างรวดเร็วจนเหมือนกับเรารับรู้ทุกๆอย่างไปด้วยกัน จิตไม่เคยอยู่ที่เดียว ไม่เคยโฟกัส แต่เรากลับไม่สังเกตมัน เพราะมัวแต่ไปวิ่งวุ่นวายรับรู้อยู่กับสิ่งที่กระทบตามทวารต่างๆของร่างกายอยู่

พอเรามานั่งปฏิบัติธรรม มาฝึกสติให้จิตตั้งมั่นอยู่ที่เดียว ปิดการรับรู้ทางทวารต่างๆให้มากที่สุด พยายามไม่ออกไปรับรู้สิ่งกระทบตามทวารต่างๆ สิ่งที่อยู่ในใจ หรือทวารใจก็ทำงานเต็มที่ เราจึงจะเห็นวิสัยที่แท้จริงของจิตที่ยังมีโมหะกิเลส ซึ่งก็คือตัวฟุ้งนี้

จิตที่มีสติอ่อนจะฟุ้งมากกว่าผู้ที่มีสติแก่กล้า แม้กระนั้นก็ดี ผู้ที่มีสติแก่กล้า หากยังไม่ใช่พระอรหันต์ ยังไงก็ต้องฟุ้งค่ะ ฟุ้งเพราะยังมีกิเลส

อีกกรณีหนึ่ง ที่ผู้ปฏิบัติไม่ฟุ้งซ่าน คือ ผู้ปฏิบัติสมถกรรมฐานจนจิตตั้งมั่นเป็นอัปนาสมาธิได้ ผู้นั้นก็จะไม่ฟุ้งค่ะ เพราะสมาธิขั้นอัปนาหรือขั้นฌาณนี้ จะกดความฟุ้งเอาไว้สนิท

กรณีนี้ ที่ไม่ฟุ้งไม่ใช่เพราะกิเลสหมด แต่เพราะกิเลสถูกกดเอาไว้

ทางแก้ไขคือมีสติค่ะ รู้เท่าทันว่าฟุ้งได้ ก็คือเรามีสติแล้วค่ะ

อย่าไปคิดดับฟุ้ง อย่าไปทุกข์เพราะฟุ้ง อย่าอยากให้ฟุ้งมันหายไป

แค่มีสติตามรู้ทัน ว่าจิตกำลังฟุ้ง

สติก็จะดับฟุ้งนั้นไปแล้ว

เมื่อฟุ้งต่ออีก มีสติรู้อีก ฟุ้งมันก็ดับไปอีก

ให้มีสติตามรู้อยู่เรื่อยๆ ในที่สุดสติจะมั่นคงขึ้น ต่อเนื่องขึ้น ความฟุ้งจะน้อยลงเอง

ไม่ต้องดิ้นรนหาอุบายดับฟุ้งให้เหนื่อย แค่ฝึกให้มีสติตามรู้ต่อเนื่องต่อๆกันไป ตามจิตให้ทัน ตามรู้ให้ทันต่อๆกันไป ก็คือการจัดการกับความฟุ้งที่ดีที่สุดแล้วค่ะ

เอาจิตไปผูกกับลมหายใจ มีสติต่อเนื่องอยู่กับลมหายใจ หรือจิตผูกกับเวทนา มีสติอยู่กับเวทนา อย่างตั้งใจ

และเมื่อจิตฟุ้ง ก็มีสติรู้ความฟุ้งนั้น แล้วก็ตั้งใจกลับมาดูลมหายใจ หรือเวทนาต่อ

หลักๆคือ ฝึกสติให้เท่าทันจิต ยิ่งฝึกถี่ขึ้นสติจะเข้มแข็งขึ้นเอง

ความฟุ้งไม่เคยเป็นอุปสรรค เว้นเสียแต่เราจะทุกข์กับมัน ฟุ้งแต่เป็นตัวฝึกฝนจิตให้มีสติ ตามให้ทัน

13 มี.ค.68