← 🍃ธรรมมรรคา
24913 มิ.ย. 68อ่าน ~10 นาที

ฝึกจิตให้วางกาย ก่อนวาระสุดท้ายจะมาถึง / มอร์ฟีนกับจิตสุดท้าย

❓ ปุจฉา (คำถาม)
ถ้าเราถึงภาวะใกล้ตาย เราพบกับอาการเจ็บปวดของอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งทำให้จิตไม่สงบ เราควรทำอย่างไรคะ เคยพบว่ามีอาการเจ็บจากการเจ็บป่วยแต่ไม่ถึงขั้นวิกฤติ จิตมันซัดส่ายไม่สงบ ทำอานาปานสติไม่ได้ผุดลุกผุดนั่ง แต่ก็มีบางเวลาที่สามารถทำอานาปานสติ และวิปัสสนาได้ค่ะ

คำตอบ
💡 วิสัชนา (คำตอบ)

✅A1: ทางออกจากความเจ็บปวดไม่มีทางลัดค่ะ มีแต่ทางการฝึกฝนจิตให้สามารถอยู่กับทุกขเวทนาทางกายได้ โดยใจไม่ทุกข์ค่ะ เราจะต้องฝึกวิปัสสนาให้มากขึ้น ฝึกให้จิตปล่อยวางกายได้จริง

ผู้ที่ฝึกวิปัสสนาอย่างได้ผล กายกับจิตจะทำงานแยกกัน เมื่อร่างกายมีความเจ็บปวด จิตเป็นเพียงผู้ดูความเจ็บปวดนั้น โดยจิตจะไม่เจ็บปวดไปด้วย

เมื่อจิตไม่เจ็บปวด จิตก็ไม่มีความทุกข์ และเมื่อใจไม่ทุกข์ก็สามารถปฏิบัติต่อไปได้ท่ามกลางความเจ็บป่วยของกาย โดยไม่มีความทรมานเกิดขึ้นเลย

ผู้ปฏิบัติที่ฝึกอย่างต่อเนื่องยาวนาน จะกลายเป็นผู้ดู ผู้รู้ ผู้เห็น สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นและเปลี่ยนไปบนร่างกาย และภายในใจ แต่จะไม่เกิดความทุกข์ขึ้นกับสิ่งเหล่านั้น เพราะจิตมีความเป็นอุเบกขาที่เข้มแข็ง จิตย่อมจะไม่หวั่นไหวในร่างกาย ที่มีอาการเป็นต่างๆ

มีกรณีของอาจารย์ท่านหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันละสังขารไปนานแล้ว

ท่านมีความเจ็บป่วย ขั้นรุนแรง ที่ทางการแพทย์ระบุว่าความเจ็บป่วยด้วยโรคชนิดนี้ จะต้องมีอาการเจ็บปวดรวดร้าวไปทั่วร่างกายอยู่ตลอดเวลา ทั้งปวดร้าวในกระดูก และปวดตามกล้ามเนื้อตลอดทั่วทั้งตัว จะมีความทรมานทางกายจนทนไม่ได้อยู่เสมอ แพทย์จึงให้ยาเพื่อบรรเทาไว้ แต่เพราะท่านฝึกจิตเป็นประจำ จึงไม่ต้องอาศัยยามาระงับความเจ็บปวดใดๆเลย

อาจารย์ท่านนี้ฝึกวิปัสสนาต่อเนื่องยาวนานเป็นประจำทุกเวลาของลมหายใจ ท่านไม่ได้รู้สึกเจ็บปวดในร่างกายเลยด้วยซ้ำ

ส่วนหนึ่ง เป็นเพราะจิตใจที่เป็นสุขสงบเบาสบาย เป็นกุศล มีสติ อยู่เสมอ ย่อมจะทำให้ความเจ็บปวดทางกายย่างกรายเข้ามาไม่ได้ ความเจ็บปวดแม้จะมีจรเข้ามาได้บ้าง ก็จะลดลงไปอย่างมาก และเมื่อใดที่ใจไม่เจ็บ ใจไม่ป่วย ใจไม่ทุกข์ร่างกายก็จะไม่รู้สึกทุกข์ทรมานด้วยเช่นกัน

อีกส่วนหนึ่ง คือท่านสามารถเป็นผู้ตามรู้เวทนาต่างๆบนร่างกายไปด้วยสติอย่างเป็นปกติ จิตส่วนลึกได้เห็นความเป็นอนิจจังของมันได้อย่างแท้จริง เห็นเวทนาเป็นเพียงการเกิดขึ้นดับไปของสภาพหนึ่งๆ ไม่เห็นเป็นความเจ็บ ความปวด ฯลฯ อีกต่อไป จิตเป็นอนิจจัง สัญญาในจิตเป็นอนิจจสัญญา จึงไม่สร้างสังขารว่าทุกข์ๆอีกต่อไป

สรุปคือ หากผู้ปฏิบัติสามารถปฏิบัติจนถึงขั้นที่เห็นทุกเวทนาเป็นเพียงการเกิดดับของประสบการณ์ต่างๆบนร่างกายได้ เขาย่อมคลายความทุกข์ทรมานอันเกิดจากสังขารร่างกายนี้ได้เอง

เพราะเมื่อมีเวทนาไม่ดี เขาจะไม่เห็นเป็นความเจ็บ ไม่เห็นเป็นความปวด ไม่เห็นความเป็นทุกขเวทนา

เมื่อมีเวทนาดี เขาจะไม่เห็นเป็นความรู้สึกสบายต่างๆ ไม่เห็นเป็นสุขเวทนา

แม้เมื่อมีความรู้สึกเฉยๆที่ไม่สุขไม่ทุกข์ จิตก็เห็นได้ด้วยสติ ว่าเป็นเพียงอนิจจัง

ผู้ที่เข้าถึงอนิจจังในจิตจริงๆ จะไม่หวั่นไหวกับทุกๆเวทนาที่เกิดขึ้นเลย

ดังนั้น ฝึกอุเบกขาจิตไปเรื่อยๆค่ะ ฝึกอย่างปล่อยวาง ผ่อนคลาย ยืดหยุ่น ฝึกให้ต่อเนื่อง ย่อมเกิดผลในที่สุด เราจะค่อยๆวางทุกข์ใจได้เอง เราจะอยู่กับมันได้เอง

ถ้าจิตวางได้ มีสติ และใจเป็นอุเบกขาเป็นปกติได้ เมื่อเวลาใกล้ตายจริงๆ จิตจะเป็นเช่นนั้นขึ้นมาเอง ก็จะไปในภพภูมิที่ดี

🔺Q2: กรณีที่เราเจ็บปวดมากในภาวะใกล้ตาย และได้รับยามอร์ฟีนระงับปวด หากตายในขณะนี้จะเป็นอย่างไรบ้างค่ะ

✅A2: ขอให้ข้อมูลมอร์ฟีนจากแหล่งอื่นก่อนนะคะ

“มอร์ฟีนเป็น alkaloid ได้จากยางสีขาวขุ่นของผล "ฝิ่น" การให้มอร์ฟิน ทำให้ง่วงซึมอารมณ์เปลี่ยนแปลง สมองไม่ปลอดโปร่ง ซึมเซา เชื่องช้า ไม่มีสมาธิ หรือเกิดอาจเกิดอาการเคลิบเคลิ้มเป็นสุข ขาดสติ แบบคนเสพฝิ่น หากได้รับยาเกินขนาด จะมีอาการง่วงซึมมาก รูม่านตาหรี่ การหายใจถูกกด เป็นโคม่า มอร์ฟืนทำให้เสพติด หากได้รับยาช้ำๆ กัน การได้รับยาในขนาดสูง หรือได้รับยาติดต่อกันนาน จะทำให้เกิดอาการเสพติดยาเร็วมากขึ้น และอาการถอนยาจะรุนแรงตามไปด้วย…”

ในเมื่อมอร์ฟีน มีผลต่อจิตใจโดยตรง ผู้ป่วยย่อมขาดสิ้นแล้วซึ่งสติ และสัมปชัญญะ (ปัญญา) เขาย่อมไม่สามารถประคองธรรมะให้เกิดขึ้นในจิตได้แม้แต่น้อย

เปรียบเสมือนคนกำลังเมายาเสพติด หรือคนกำลังเมาสุรา เขาไม่สามารถแม้จะมีสติรู้ตัวทั่วไปแบบคนปกติได้เลยด้วยซ้ำ ไม่ต้องพูดถึงว่าเขาจะมีสัมมาสติ หรือจะสามารถปฏิบัติธรรมได้หรือไม่เลย

หากยังอยู่ในอิทธิพลของมอร์ฟีนซึ่งเมื่อฉีดแล้วจะอยู่ในร่างกายมีผลต่อร่างกายระยะหนึ่ง จิตก็จะสูญเสียความสามารถในการปฏิบัติตลอดระยะนั้นเช่นกัน

และถ้าหากบุคคลนั้นตายไปในขณะที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของมอร์ฟีน เขาย่อมตายด้วยความหลง ย่อม ไม่ได้เกิดในภพภูมิที่ดี

โดยภาพรวมๆ นะคะ…

จิตที่ตายไปด้วยโทสะ มีความโกรธ กราดเกรี้ยว มักเกิดในภพของสัตว์นรก

จิตที่ตายไปด้วยความกังวล หวงแหน ห่วงใย มักเกิดในภพของเปรต หรือเกิดเป็นโอปปาติกะที่เกาะติดอยู่กับสิ่งของ หรือบุคคลที่ตนหวงแหน

จิตที่ตายไปด้วยความหลง มักเกิดในภพของสัตว์เดรัจฉาน หรือในนรกที่มืดมัว เศร้าหมอง

ดังนั้น การฝึกจิต จึงสำคัญอย่างยิ่งสำหรับมนุษย์เรา ไม่เพียงเป็นการรักษาชีวิตให้อยู่ในกุศลจิตตลอดเวลาในชาติปัจจุบัน แต่ยังเป็นการเตรียมตัวตายที่ดีที่สุดอีกด้วย ทั้งยังเป็นการปูชีวิตข้างหน้าให้ทุกภพทุกชาติในอนาคต ดำเนินไปอย่างประเสริฐที่สุด จนกว่าบุคคลนั้นจะถึงพระนิพพาน

โดยสรุป เราต้องตัดสินใจเอง เลือกสิ่งที่เหมาะสมถูกต้องกับตนเองค่ะ

ผู้ที่ยังมีจิตใจหวั่นไหวมากต่อความทุกข์ทรมานทั้งกาย ก็อาจใช้สิ่งที่บรรเทาความทุกข์ทางกายบางอย่างได้อย่างเหมาะสม

โดยให้พึงระวังไว้ว่า สิ่งนั้นไม่ใช่สิ่งเสพติด หรือมีผลให้จิตเกิดอาการเสพติด หรือเป็นสิ่งที่ทำลายจิตใจ ทำลายสติสัมปชัญญะของตน

ในขณะเดียวกันก็หมั่นฝึกฝน พัฒนาจิตใจตนเองให้เข้มแข็งขึ้นเป็นลำดับไปจนจิตใจสามารถรับความทุกข์ทรมาณทางกายได้โดยไม่หวั่นไหวในที่สุด

🌿ทุกอย่างให้เดินสายกลางไว้เสมอ

อย่าสุดโต่ง ฟันธงตายตัว

🌿ทุกอย่างให้ใช้ปัญญาแยกแยะวิเคราะห์อย่างแยบคายเสมอ

🌿ทุกอย่างให้ตั้งอยู่บนความเป็นกุศลและความถูกต้องทางทำธรรมไว้เสมอ

13 มิ.ย. 68

รายชื่อหัวข้อทั้งหมด

https://sites.google.com/view/list-question