การปฏิบัติธรรม ตามแนวทางต่างๆ เหมือน หรือต่างกันอย่างไร
แต่ทำไมการปฏิบัติของเราเน้นอิริยาบทด้วยในชีวิตประจำวันเพื่อเป็นการป้องกัน
เป็นเพราะคืออิริยาบถคือสมรภูมิที่อายตนะหกภายในภายนอกกระทบกัน เพื่อฝึกการป้องกันการปรุงแต่งและเป็นไปเพื่อการวางอุเบกขา..ถูกหรือไม่ถูกคะอาจารย์ ?
ตอบ…
❇️A:: การปฏิบัติตามแนวทางของท่านอาจารย์อูบาขิ่น-โกเอ็นก้า หรือ
การปฏิบัติตามแนวทางของพระเถระสายวัดป่ากรรมฐาน
หรือ การกำหนดสติดูท้องพอง-ยุบ หรือการฝึกดูอิริยาบถใหญ่-อิริยาบถน้อย
ต่างก็เป็น “สติปัฏฐาน” ค่ะ ต่างกันที่บรรพที่ใช้ จึงพิจารณาอารมณ์กรรมฐานต่างกันในขั้นต้น แต่เมื่อปฏิบัติไป อย่างลึกซึ้งและถูกต้อง ปฏิบัติจนถึงที่สุดของแต่ละแนวทาง ก็จะต้องถึงที่เดียวกัน ให้ผลแบบเดียวกัน
เป็นการเจริญมรรคในอริยสัจจ์ 4 คือ สัมมาสติ และ สัมมาสมาธิ เพื่อเข้าถึงพระนิพพานทั้งสิ้น
เปรียบเหมือนการเข้าประตู ขึ้นสู่ยอดพระเจดีย์คนละฝั่งประตู ต่างก็มุ่งไปสู่ที่หมายเดียวกัน คือ การถึงที่สุดแห่งทุกข์ หรือพระนิพพานนั่นเอง
ขอยกมาเปรียบเทียบพอสังเขปดังนี้:
⏹️ พระเถระกรรมฐานสายวัดป่า ท่านปฏิบัติโดยใช้ กรรมฐานหลักๆ ที่พระพุทธองค์ทรงจะสอน เรียกรวมว่า กายคตาสติ เป็น “กายานุปัสนาสติปัฏฐาน” คือ พิจารณารูป หรือ กาย ด้วยอานาปานสติ ปฏิกูลมนสิการ ธาตุมนสิการ นวสีวถิกา
โดยเริ่มปฏิบัติจาก พุทธานุสติ ด้วยการกำหนด พุทโธ ซึ่งเป็นการฝึกสมาธิ เป็นสมถกรรมฐาน
พระอาจารย์กรรมฐานสายวัดป่า บางท่านให้บริการพุทโธ โดยให้จิตตั้งมั่นอยู่ในคำบริกรรมว่าพุทโธโดยไม่ต้องกำหนดลมหายใจประกอบ
บางท่านก็ให้บริกรรม พุทโธ ไปพร้อมกับการรู้ลมหายใจเข้าออก ควบคู่กันไป ให้บริกรรมไปจนพุทโธหายไป เหลือแต่รู้ลมหายใจ
☘️นี่เป็นอานาปานสติกรรมฐาน หรือเป็น “อานาปานบรรพ” ในกายานุปัสนาสติปัฏฐาน
เมื่อจิตเป็นสมาธิ ด้วยอานาปานสติแล้ว
ท่านก็จะให้พิจารณาด้วยปัญญาถึงความไม่เที่ยง และความไม่งาม ของกายนี้ ที่เรียกว่า “กายคตาสติ”
โดย…
▪️บางท่าน ให้พิจารณากายโดยความเป็นปฏิกูล หรือความไม่สะอาด น่ารังเกียจ เพื่อให้เบื่อหน่ายคลายกำหนัดในกายนี้
☘️นี่เป็น “ปฏิกูลมนสิการบรรพ”
ใน กายานุปัสนาสติปัฏฐาน
▪️บางท่าน ให้พิจารณา ธาตุมนสิการหรือความเป็นธาตุ ดิน น้ำ ของกาย โดยพิจารณาอาการ 32 มี ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เป็นต้น โดยอาจพิจารณาเป็นปฏิกูล (อสุภะ) หรือ ความไม่เที่ยง (ไตรลักษณ์) ของอาการ 32 เหล่านั้น
☘️ นี่เป็น “ธาตุมนสิการบรรพ”
ใน กายานุปัสนาสติปัฏฐาน
▪️บางท่าน ให้พิจารณานวสีวถิกา คือพิจารณากายเป็นซากศพ 9 ให้เห็นความไม่งามเป็นอสุภะ น่าเดียดฉันท์ หรือเห็นความไม่เที่ยงเป็นไตรลักษณ์ ของซากศพ ซึ่งเดิมคือกายของเราเมื่อตายไป ล้วนแต่เป็นซากศพอันน่ารังเกียจ ไม่ได้คงเดิมเที่ยงแท้
☘️นี่เป็น “นวสีวถิกาบรรพ”
ใน กายานุปัสนาสติปัฏฐาน
กายคตาสตินี้ เป็น กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน นั่นเอง
▪️ พระเถระกรรมฐานยังเน้นเรื่องการเดินจงกรม และอิริยาบถต่างๆ
☘️นี่เป็น “อิริยาปถบรรพ“
ใน กายานุปัสนาสติปัฏฐาน
▪️ พระเถระกรรมฐานสายนี้บางท่านเน้นจิต ให้ดูที่จิต ตามรู้ที่จิต
☘️นี่เป็น จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน
⏹️ การปฏิบัติสาย ยุบ-พอง
☘️เป็นกายานุปัสนาสติปัฏฐาน ทั้งอานาปานบรรพดูลมที่ท้องพองยุบ ทั้งเป็นอิริยาปถบรรพการเดินจงกรม และตามกำหนดรู้อิริยาบถย่อย
บางท่านในสายนี้ ก็มีการตามกำหนดรู้เวทนาด้วย
☘️เป็นเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน
⏹️ การปฏิบัติสายหลวงพ่อเทียน เป็น
☘️เป็นกายานุปัสนาสติปัฏฐาน อิริยาปถบรรพ
⏹️ การปฏิบัติตามแนวทางของท่านอาจารย์ โกเอ็นก้า
☘️เป็นเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน
โดยเน้นความสำคัญของเวทนา ในปฏิจจสมุปบาท …ผัสสะ ปัจจยา เวทนา
การฝึกจิตตั้งแต่เริ่มต้น ในแนวทางของเรานี้เป็นการฝึกให้จิตมีความเป็นกลางต่อเวทนาทั้งปวง มีอุเบกขาต่อเวทนาทั้งปวง
เป็นการฝึกให้มีจิตมีอุเบกขาต่อสังขาร
อุเบกขาในแนวทางของเรานี้ คือ วิปัสสนุเบกขา และ สังขารุเบกขา ซึ่งเป็นการฝึกจิตให้ปล่อยวางในสังขารต่างๆ ฝึกจิตให้มีความเป็นกลาง ไม่หวั่นไหว เพราะพิจารณาถึงความเป็นอนิจจังของสังขารทั้งมวล
เมื่อพิจารณาไปอย่างต่อเนื่องๆๆ จิตจะเข้าถึงความเป็นอนิจจังด้วยญาณปัญญา
ด้วยการเข้าถึงวิปัสสนาญาณ ขั้นอุทยพยญาณ ขั้นภังคญาณ เป็นต้นไป
ดังนั้นกล่าวโดยสรุป ทุกวิธีการปฏิบัติที่กล่าวมาข้างต้น ต่างก็เป็นการปฎิบัติตามแนวสติปัฏฐาน
หากปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง ปฏิบัติได้อย่างลึกซึ้งและปฏิบัติอย่างต่อเนื่องจริงจัง ซึ่งย่อมให้ผลเป็นความก้าวหน้าในวิปัสสนาญาณ ตามลำดับขั้นไป จนถึงมรรค ผล นิพพานในที่สุด